เปิดเหตุผลผู้เลี้ยงไก่ไข่-หมูค้านประกันราคาข้าวโพด ชี้ไม่ถึงเกษตรกรตัวจริง-ดันต้นทุนปศุสัตว์
ผู้เลี้ยงไก่ไข่และสุกรออกโรงค้านนโยบายประกันราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากขายผลผลิตตั้งแต่ช่วงเก็บเกี่ยวที่ความชื้นสูง ทำให้ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาประกัน ขณะที่หลังผลผลิตอยู่ในมือผู้รวบรวม ราคากลับพุ่งถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มต้นทุนอาหารสัตว์ เสนอรัฐเปลี่ยนไปช่วยลดต้นทุนปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และน้ำมัน พร้อมทบทวนมาตรการ 3:1
นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย กล่าวว่า รัฐควรทบทวนโครงสร้างการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จากการประกันราคารับซื้อไปสู่การลดต้นทุนปัจจัยการผลิตโดยตรง เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและสถานที่เก็บผลผลิต จึงต้องขายล่วงหน้าให้พ่อค้าคนกลางเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน
ในช่วงเก็บเกี่ยวซึ่งตรงกับฤดูฝน ข้าวโพดมีความชื้นประมาณ 30-38% ทำให้ถูกหักค่าความชื้น และเกษตรกรขายได้จริงประมาณ 5-6.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาประกันที่กำหนดข้าวโพดความชื้น 14% ไว้ที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นประมาณ 7.05 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับความชื้น 30%
“หลังพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวโพดไปอยู่กับพ่อค้ารับซื้อหมดแล้ว แต่ราคาข้าวโพดกลับพุ่งขึ้นถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ที่จะใช้ก็ต้องซื้อ ส่งผลให้ต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้ปลูกที่ขายผลผลิตไปแล้วไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น”
อาหารสัตว์กินต้นทุนไก่ไข่กว่า 60%
นางจุฑามาศกล่าวว่า ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่มากกว่า 60% เป็นค่าอาหารสัตว์ ดังนั้น เมื่อราคาข้าวโพดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญปรับตัวสูงและผันผวน จะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงโดยตรง ขณะที่การปรับราคาขายไข่ทำได้ยาก
อีกประเด็นที่ผู้เลี้ยงเห็นว่าควรทบทวนคือมาตรการ 3:1 ซึ่งกำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน เพื่อแลกสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน
นางจุฑามาศระบุว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่มีราคาสูง ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนามสามารถนำเข้าข้าวโพดจากตลาดโลกได้ในราคาประมาณ 5-7 บาทต่อกิโลกรัม จึงมีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่าไทย
ชี้วัตถุดิบยังขาด 3-4 ล้านตัน
นางจุฑามาศกล่าวว่า ผลผลิตข้าวโพดของไทยมีประมาณ 4.5 ล้านตัน หากนำมาคำนวณตามเงื่อนไขซื้อ 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน จะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลีประมาณ 1.5 ล้านตัน ทำให้มีวัตถุดิบรวมประมาณ 6 ล้านตัน แต่ยังขาดอีกประมาณ 3-4 ล้านตัน
จึงเสนอให้รัฐเปลี่ยนจากการประกันราคาไปเป็นการสนับสนุนปัจจัยการผลิตโดยตรงแก่เกษตรกร ทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และน้ำมัน ผ่านระบบบัตรสวัสดิการ พร้อมทบทวนมาตรการ 3:1 เพื่อให้ต้นทุนอาหารสัตว์ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น
ผู้เลี้ยงสุกรชี้รัฐควรใช้งบดูแลแทนผลักภาระให้ปศุสัตว์
ขณะเดียวกัน สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กของสมาคมว่า กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่เห็นด้วยกับการสร้างภาระให้ภาคปศุสัตว์จากการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
สมาคมระบุว่า ภาคผู้เลี้ยงสุกรเผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี การผลักภาระต้นทุนจากนโยบายประกันราคาข้าวโพดมาให้ภาคปศุสัตว์รับเพิ่มเติม จึงเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม
พร้อมเสนอว่า หากรัฐต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ควรใช้งบประมาณแผ่นดินเข้ามาดูแลโดยตรง มากกว่าการกำหนดภาระให้ผู้รวบรวมหรือภาคปศุสัตว์เป็นผู้รับต้นทุนแทน.