สรุปสุนทรพจน์ เควิน วอร์ช ที่แจ็กสันโฮล เงินเฟ้อไม่ชะลอ-ดึงเป้าหมายกลับที่ 2 %
ทั่วโลกกำลังจับตา การประชุมสัมมนาเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือ Jackson Hole Economic Policy Symposium หรือเรียกสั้นๆ การประชุมแจ็กสันโฮล ประจำปี 2026 อย่างใกล้ชิด จัดขึ้นที่เมืองตากอากาศแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่จะส่งสัญญาณต่อทิศทางนโยบายการเงิน มีไฮไลต์อยู่ในวันที่ 2 จากการประชุมทั้งหมด 3 วัน ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม
ไฮไลต์คือการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นการกล่าวสปีชครั้งแรกที่แจ็กสันโฮล นักลงทุนทั่วโลกตั้งตารอดูว่าประธานเฟดจะส่งสัญญาณถึงการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรบ้าง ขณะที่ตลาดเพิ่มความคาดหวังมากขึ้นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
วอร์ชกล่าวอะไรบ้าง “ประชาชาติธุรกิจ” สรุปได้ดังนี้
1.จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุค “ภาวะซึมเซาเรื้อรัง” (Secular Stagnation) ที่ขาดแคลนโอกาสการลงทุน มาสู่ยุคที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนโดยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังจับตาดู AI ในฐานะปัจจัยการผลิตใหม่ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบาย โดยตั้งคำถามสำคัญ เช่น ผลกระทบต่อผลิตภาพแรงงาน รูปแบบการทดแทนแรงงาน ความเข้มข้นของการใช้ทุน และโครงสร้างตลาดในอนาคต
2.ยืนยันว่ากำลังปฏิรูปการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบและหน้าที่ของ “การส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า” (Forward Guidance) ของประธานเฟด ซึ่งมองว่าในยามปกติไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยมากเกินไปเกิดจากยุควิกฤตการเงินปี 2008 และแนวโน้มคือสิ่งสำคัญที่สุด เฟดเป็นหน่วยงานที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งต้องเลือกท่ามกลางความไม่แน่นอน และข้อมูลที่นำมาใช้นั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แม่นยำ และนำไปปฏิบัติได้จริงมากที่สุด
3.กล่าวถึงหลักการ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นคือเครื่องมือหลักในการบรรลุพันธกิจคู่ ซึ่งคือเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานเต็มที่ ซึ่งนโยบายการเงินนอกกรอบ เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจเหมาะสมกับช่วงวิกฤตที่แท้จริง แต่ในยามปกติควรนำมาใช้ให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย และเน้นย้ำว่า เงินยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน แม้ในปัจจุบันมุมมองนี้จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมก็ตาม ดังนั้นควรให้ความสนใจกับทั้งปริมาณเงินที่สร้างโดยธนาคารกลางและเงินที่มาจากระบบธนาคารและการเงินโดยรวม
4.ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบันว่ามีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นสูง ทั้งในภาคธุรกิจจริงและภาคการเงิน สามารถรับมือกับแรงกระแทกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยอ้างอิงถึงมติเอกฉันท์ของ FOMC ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพและผลผลิตแข็งแกร่ง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าควรชะลอการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพื่อรอประเมินข้อมูลใหม่ในช่วงระหว่างรอบการประชุม โดยคำนึงถึงพัฒนาการของปัจจัยด้านห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์ และแสดงความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายตามสถานการณ์ที่จำเป็น
5.ตัวเลขที่เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อต่างๆ น่ากังวลมากกว่าตัวเลขจ้างงานที่ขณะนี้ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพและอัตราว่างงานต่ำ อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าและบริการร้อยละ 54 ในดัชนี PCE ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีราคาเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 3 ซึ่งยังสูงกว่าระดับก่อนยุคโรคระบาด ดังนั้น จุดเน้นหลักของเฟดในตอนนี้จึงควรอยู่ที่เรื่องของราคา ธนาคารกลางต้องรับผิดชอบต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และเป้าหมายสำคัญคือการมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังกลับสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและรวดเร็วพอ