เร่งส่งออกจีนดันเป้าส่งออกข้าวปีนี้ ลุ้นเอลนีโญป่วนซัพพลายดันราคาพุ่ง
การส่งออกข้าวไทยปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะตลาดข้าวขาวที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคาและปริมาณจากคู่แข่ง ขณะที่ตลาดสำคัญบางแห่งยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งกระจายตลาดใหม่ ควบคู่กับเดินหน้าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G ให้จีน เพื่อประคองเป้าส่งออกปีนี้ที่ 7 ล้านตัน หลัง 7 เดือนแรกส่งออกได้แล้ว 3.9 ล้านตัน มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าโจทย์ของข้าวไทยไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางคู่แข่งรายใหญ่อย่างอินเดียและเวียดนาม พร้อมจับตาความเสี่ยงเอลนีโญ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลผลผลิตและราคาข้าวโลกในปีหน้า
“ศุภจี” ชี้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกข้าวไทยปีนี้เผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนค่าขนส่งและข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดตะวันออกกลางบางพื้นที่ โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งปกติมีการซื้อขายข้าวไทยประมาณ 1 ล้านตัน แต่การขนส่งไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ ส่งผลให้ต้องปรับเส้นทางและช่องทางการส่งออก กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งกระจายตลาดไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติม ทั้งตลาดแอฟริกาและมาเลเซีย โดยคาดว่าปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปมาเลเซียได้มากกว่า 700,000 ตัน ซึ่งหากทำได้จะเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี ขณะเดียวกัน การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐให้จีนจำนวน 500,000 ตัน ได้มีการลงนามสัญญาแล้ว และเริ่มส่งมอบไปแล้วประมาณ 40,000 ตัน ส่วนอีกประมาณ 60,000 ตันอยู่ระหว่างเตรียมส่งมอบ
นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนด้านราคาส่งออกข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น โดยข้าวหอมมะลิมีราคาเฉลี่ยประมาณ 1,173 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ข้าวขาว 5% อยู่ที่ 467 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 19% และอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งเวียดนามและอินเดีย ส่วนข้าวเหนียวมีราคาประมาณ 799 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้นกว่า 6% หลังจากกระทรวงพาณิชย์เร่งสร้างตลาดและดำเนินมาตรการซื้อนำตลาดในบางพื้นที่ ขณะที่ราคาข้าวในประเทศ ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ประมาณ 17,500 บาท และข้าวเจ้าอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 27%
“สิ่งที่เราต้องทำ คือ ทำให้ราคาข้าวคงอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีรอบใหม่ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า”

เร่งปิดดีลจีนอีก 6 หมื่นตัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเจรจาซื้อขายข้าวกับ COFCO Corporation ของรัฐบาลจีน ปริมาณ 500,000 ตัน ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งมอบข้าวจำนวน 40,000 ตัน จากปริมาณคงค้างส่งมอบตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน ให้ COFCO ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้น COFCO แจ้งความประสงค์ซื้อข้าวอีก 60,000 ตัน ซึ่งหากส่งมอบได้จะเพิ่มแรงส่งให้การส่งออกข้าวโค้งสุดท้ายของปีมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตัน
“การเร่งเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะสำคัญ เนื่องจากจีนมีความต้องการซื้อข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปีของไทยจะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายปี หากสามารถบรรลุข้อตกลงราคาและส่งมอบข้าวปริมาณ 60,000 ตันได้สำเร็จ จะช่วยให้มีตลาดมารองรับผลผลิต ดูดซับอุปทานข้าวส่วนเกินในประเทศ และยกระดับราคาข้าวเปลือกให้แก่เกษตรกร”
นางอารดากล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายปริมาณซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน จากปริมาณคงค้างส่งมอบตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน เพื่อให้รองรับปริมาณซื้อขายรวม 500,000 ตัน กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งแก้ไขสัญญาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าเจรจาให้รัฐบาลจีนนำเข้าข้าวไทยครบตามเป้าหมายรวม 500,000 ตันโดยเร็ว
เอกชนชี้ปีนี้ “ข้าวขาว” แข่งหนัก
นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2569 เป็นปีที่ค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะข้าวขาวที่เผชิญการแข่งขันในตลาดโลกอย่างรุนแรง ขณะที่เป้าหมายการส่งออกข้าวจากเดิม 7-7.5 ล้านตัน มีแนวโน้มต้องปรับลงมาอยู่ที่ 7 ล้านตัน สำหรับข้าวหอมมะลิ ไทยมีปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ย 1.4-1.5 ล้านตันต่อปี แต่ข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เบื้องต้นมีแนวโน้มลดลงประมาณ 10% อย่างไรก็ตามข้าวหอมมะลิยังมีสถานะดีกว่าข้าวขาว ทั้งด้านราคาและความต้องการของผู้บริโภคต่างประเทศ ตลาดสำคัญของข้าวหอมมะลิไทยยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณส่งออกข้าวหอมมะลิไทยทั้งหมด เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพข้าวไทย ทำให้การแข่งขันจากข้าวหอมของประเทศอื่นเข้ามาทดแทนได้ไม่ง่ายนัก
สำหรับตลาดจีน นายฐิติกล่าวว่า ปัจจุบันไม่ได้เป็นตลาดใหญ่สำหรับข้าวไทยเนื่องจากจีนสามารถผลิตข้าวสำหรับการบริโภคทั่วไปได้เพียงพอ การนำเข้าจึงเน้นข้าวพรีเมี่ยมหรือข้าวหอมมะลิสำหรับตลาดเฉพาะ รวมถึงการซื้อในรูปแบบ G2G และคำสั่งซื้อปกติบางส่วน มากกว่าการนำเข้าเพื่อเป็นอาหารหลักของประเทศ
สำหรับข้าวขาวสถานการณ์มีความยากกว่าข้าวหอมมะลิ เพราะไทยต้องรอปัจจัยจากทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ หากอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์มีผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ จึงจะเพิ่มการนำเข้าเพื่อดูแลปริมาณสินค้าและรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสเข้าไปจำหน่ายได้มากขึ้น
อินเดีย-เวียดนามกดดันหนัก
นายฐิติกล่าวว่า คู่แข่งที่สำคัญที่สุดยังเป็นอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณส่งออกรวมทั้งข้าวพรีเมี่ยมและข้าวขาวประมาณ 20 ล้านตันต่อปี ทำให้ตลาดโลกยังมีซัพพลายจำนวนมาก ขณะที่เวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย และมีความได้เปรียบด้านราคาในหลายตลาด ทำให้การรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยยังเป็นโจทย์สำคัญ นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญมาตรการทางการค้าที่เพิ่มต้นทุนการแข่งขัน แต่ละตลาดมีเงื่อนไขการแข่งขันแตกต่างกัน โดยยุโรปให้ความสำคัญสูงกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนและ ESG ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก หากมีสินค้าจากประเทศอื่นที่ราคาต่ำกว่าผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนไปเลือกสินค้าของคู่แข่งได้ง่ายกว่า
นายฐิติกล่าวว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อม แรงงาน และ ESG กำลังถูกนำมาเป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น แม้ข้าวจะเป็นอาหารหลักที่ประเทศต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการใช้มาตรการที่รุนแรง เพราะอาจกระทบผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถชะลอการปรับตัวในด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้ โจทย์การแข่งขันของข้าวไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดราคา แต่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับเงื่อนไขของแต่ละตลาด
จับตาเอลนีโญเปลี่ยนสมดุลข้าวโลก
สำหรับทิศทางปีหน้า นายฐิติระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์เอลนีโญและปริมาณน้ำของประเทศผู้ผลิตข้าว โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกใกล้เคียงกับไทย หากปริมาณน้ำได้รับผลกระทบพร้อมกันจะทำให้ผลผลิตข้าวในตลาดโลกลดลง ราคาข้าวมักปรับสูงขึ้น ซึ่งด้านหนึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกร แต่อีกด้านหนึ่งจะเพิ่มภาระให้ผู้บริโภค และอาจทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง โดยเฉพาะตลาดประเทศกำลังพัฒนาที่ผู้บริโภคมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ดังนั้น แม้เป้าหมายระยะสั้นของปี 2569 จะอยู่ที่การประคองยอดส่งออกให้แตะ 7 ล้านตัน แต่โจทย์ถัดไปของข้าวไทยจะขึ้นอยู่กับทั้งผลผลิตของไทย สถานการณ์ของประเทศคู่แข่ง ปริมาณซัพพลายในตลาดโลก และผลกระทบจากเอลนีโญ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งราคาและปริมาณส่งออกในปีหน้า