ส่อง ‘Pet Economy’ 1 แสนล้าน เมื่อความรักสัตว์เลี้ยงกลายเป็นโอกาสธุรกิจ
กระแสการเลี้ยง ‘สัตว์เลี้ยง’ กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศทาง จากเดิมที่เป็นเหมือนเพื่อน ยกระดับสู่การดูแลเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว บ้างก็เลี้ยงเหมือนเป็นลูกของตัวเอง เกิดกระแส ‘Pet Humanization’ ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว
และกลายเป็นโอกาสสู่หลากหลายธุรกิจในการพัฒนาสินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความรักและความต้องการในการดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมเปย์กับการดูแลหรืออะไรก็ตามที่ทำให้สัตว์เลี้ยงของตัวเอง มีความเป็นอยู่ที่ดี
สำรวจโอกาสใน Pet Economy
ปรากฏการณ์สังคมไทยยุคใหม่น่าจับตาอย่างยิ่ง เมื่อสถิติชี้ว่าประชากรหมา-แมวมีเจ้าของ กำลังเติบโตสวนทางอย่างรุนแรงกับสถิติเด็กเกิดใหม่ โดยข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,517 คน และลดต่ำลงเรื่อย ๆ มาตั้งแต่ปี 2566
ขณะที่ตัวเลขจากศูนย์บัญชาการเพื่อการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้ากลับระบุว่า จำนวนสุนัขและแมวที่มีเจ้าของในไทยพุ่งทะยานจาก 4.68 ล้านตัวในปี 2565 คาดว่าจะแตะ 7.28 ล้านตัวในปี 2569 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 11.7% ต่อปี
โดยกลุ่มที่เติบโตแรงที่สุดคือ “แมว” ที่อัตราเติบโตเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 17.2% ต่อปี (จาก 1.44 ล้านตัวขึ้นเป็น 2.71 ล้านตัว) ขณะที่สุนัขเติบโตเฉลี่ย 8.9% ต่อปี (จาก 3.24 ล้านตัวเป็น 4.57 ล้านตัว)
ในแง่กำลังซื้อ มีข้อมูลระบุว่า กลุ่มกำลังซื้อหลักของสังคมอย่างคนโสด (SINK) และคู่รักที่แต่งงานแล้วไม่มีบุตร (DINK) วัย 24–44 ปี ราว 50% ตัดสินใจที่จะไม่มีลูก
สอดคล้องกับข้อมูลจาก CMMU ชี้ว่า คนรุ่นใหม่อายุ 24–41 ปีถึง 49% เลือกที่จะก้าวสู่การเป็น “Pet Parents” เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เลี้ยงสัตว์อีก 34% จัดอยู่ในกลุ่ม Pet Prestige ที่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะ และอีก 18% อยู่ในกลุ่ม Pet Healing ที่เลี้ยงสัตว์เพื่อบำบัดอารมณ์และลดความเครียดเป็นหลัก
ตลาดธุรกิจระดับแสนล้าน
ข้อมูลระบุว่า ตลาดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงในไทย ขยายตัวจากมูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาทในปี 2562 (2019) พุ่งสู่ 8.1 หมื่นล้านบาทในปี 2567 (2024) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมถึง 19.7% ต่อปี (CAGR)
และมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นไปแตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และทะยานสู่ 1.0 แสนล้านบาทภายในปี 2569 ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักหนีไม่พ้นเทรนด์ “Pet Humanization”
เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูลคาดการณ์ปี 2568) จะเห็นโครงสร้างสัดส่วนการเติบโตของแต่ละหมวดหมู่ ดังนี้
1. ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) : เป็นเค้กก้อนใหญ่ที่สุด ครองสัดส่วน 68.0% คาดว่าจะสร้างมูลค่าสูงถึง 62,410 ล้านบาท (เติบโตต่อเนื่องจาก 20,340 ล้านบาทในปี 2562 และ 53,570 ล้านบาทในปี 2567)
2. ธุรกิจอุปกรณ์ของใช้สัตว์เลี้ยง (Pet Accessories) : ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับสองที่ 23.2% คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 21,280 ล้านบาท (เติบโตจาก 9,260 ล้านบาทในปี 2562 และ 20,080 ล้านบาทในปี 2567)
3. ธุรกิจดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Healthcare) : ครองส่วนแบ่ง 7.6% คาดว่าสร้างมูลค่าราว 6,990 ล้านบาท (เติบโตจาก 2,600 ล้านบาทในปี 2562 และ 6,470 ล้านบาทในปี 2567)
4. ธุรกิจบริการสัตว์เลี้ยง (Pet Care Services) : สัดส่วนน้อยที่สุด 1.1% หรือคิดเป็นมูลค่าคาดการณ์ที่ 1,040 ล้านบาท (เติบโตจาก 350 ล้านบาทในปี 2562 และ 900 ล้านบาทในปี 2567) แต่มีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มอาหารสัตว์ (ขยายตัว +15.0% YoY)
โดยมีบริการอาบน้ำตัดขน (Grooming) ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ คิดเป็น 51.6% ตามด้วย Hotel (รับฝากสัตว์เลี้ยง) 18.5% และพาสัตว์เลี้ยงเที่ยวแบบ Pet friendly 11.5%
2 กลุ่มการใช้จ่าย
ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มผู้เลี้ยงยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากผู้เลี้ยงทั่วไป สู่การเป็น Pet Parents ซึ่งรายงานผลสำรวจชี้ให้เห็นช่องว่างสัดส่วนการเปย์ที่ห่างกันถึง 6.4 เท่า ระหว่างสองกลุ่มนี้อย่างชัดเจน
กลุ่มเลี้ยงตามความจำเป็น (Pet Ownership) : มีงบใช้จ่ายค่อนข้างจำกัดเฉลี่ยอยู่ที่ 7,910 บาท/ตัว/ปี ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายไปกับอาหารและขนมถึง 57% ตามมาด้วยค่ารักษาพยาบาล 24% และค่าบริการทั่วไป 19%
กลุ่มเลี้ยงเสมือนลูก (Pet Humanization) : ทุ่มงบดูแลเฉลี่ยสูงถึง 50,500 บาท/ตัว/ปี โดยถูกจัดสรรกระจายตัวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงให้ดีที่สุดรอบด้าน แบ่งเป็น ค่าอาหารและขนม 49%, ค่ารักษาและดูแลสุขภาพ 26%, ค่าบริการต่าง ๆ 14% และงบช็อปปิ้งอุปกรณ์ของใช้ที่สูงขึ้นถึง 11%
จากกระแส Pet Humanization ที่เกิดขึ้น นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการในการดูแลสัตว์เลี้ยงหลากหลายรูปแบบ
เริ่มจากเรื่องของอาหาร ที่มีการใช้นวัตกรรมพัฒนาเพื่อตอบรับเรื่องการดูแลชีวิตและอายุขัยที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Pet Longevity) ไม่ว่าจะเป็น
โภชนาการเกรดมนุษย์ (Human Grade) : การหันมาเลือกใช้อาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบระดับเดียวกับอาหารมนุษย์ โดยหลีกเลี่ยงผลพลอยได้จากสัตว์ (Animal by-product) มีข้อมูลโภชนาการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
อาหารฟังก์ชันเฉพาะทาง (Functional & Therapeutic Diet) : อาหารเสริมเพื่อการดูแลเชิงป้องกัน เช่น อาหารสูตรโปรตีนเดี่ยว (Single Protein) ที่ทำจากเนื้อสัตว์ชนิดเดียวเพื่อช่วยลดอัตราการแพ้และช่วยให้วิเคราะห์สาเหตุการแพ้ได้ง่ายขึ้น ตลอดจนอาหารสูตรเฉพาะเพื่อประคับประคองและรักษาโรค
สูตรเฉพาะตามไลฟ์สไตล์และช่วงวัย (Lifestyle-Specific) : นวัตกรรมอาหารเม็ดขนาดพิเศษสำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก, สูตรพลังงานต่ำสำหรับสัตว์เลี้ยงระบบปิด และสูตรชะลอการเสื่อมของข้อต่อเพื่อสัตว์เลี้ยงสูงวัย
เรื่องถัดมา คือ นวัตกรรมการแพทย์สัตว์เลี้ยง ตั้งแต่บริการสัตวแพทย์ทางไกล (Televet) ปรึกษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นที่ไม่รุนแรงผ่านวิดีโอคอลแบบไม่ต้องเดินทาง โดยในไทยครอบคลุมการรักษากลุ่มสุนัข แมว และกลุ่มสัตว์เลี้ยงพิเศษ (Exotic)
จนถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการแพทย์สัตว์เลี้ยง เช่น เทคโนโลยีสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด (Stemcell & Cell Therapy) เทคโนโลยีชีวภาพในการเก็บ เพาะเลี้ยง และรักษาร่างกายด้วยสเต็มเซลล์จากเลือด ไขมัน หรือสายสะดือแรกเกิด เพื่อนำมาใช้บำบัดฟื้นฟูข้อเสื่อมและโรคอื่น ๆ หรือ ชุดตรวจตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม (DNA Testing) นวัตกรรมตรวจรหัสพันธุกรรมล่วงหน้า เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ สมอง หลอดเลือด และดวงตา ทำให้เจ้าของสามารถวางแผนป้องกันสุขภาพได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ขณะที่มุมของไลฟ์สไตล์ มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งการอยู่อาศัยและการเดินทางท่องเที่ยว
ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย
คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Residences) : เทรนด์อสังหาฯ ในรอบ 5 ปีหลังสุด ที่หันมาตอบรับค่านิยมครอบครัวเดี่ยวด้วยการอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ มีการจัดโซนส่วนกลางและตั้งกฎระเบียบเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข
วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เพื่อสัตว์เลี้ยง : แบรนด์ตกแต่งบ้านหันมาออกสินค้าเฉพาะ เช่น พื้นกันลื่นเพื่อถนอมข้อต่อสุนัข สีทาผนังที่เช็ดล้างทำความสะอาดง่าย วัสดุกรุห้องที่ช่วยดูดซับเสียงสะท้อน และเฟอร์นิเจอร์ทนรอยขีดข่วน
การท่องเที่ยว-เดินทาง
ขนส่งสาธารณะเปิดรับสี่ขา : การทลายขอบเขตการเดินทางด้วยนโยบายเชิงรุก เช่น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่เปิดให้นำสัตว์เลี้ยงเดินทางร่วมกันได้ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้เงื่อนไขกำหนด
ไทยครองแชมป์ค้นหาที่พักแบบ Pet-Friendly ในภูมิภาค : สถิติล่าสุดจาก Agoda (ปี 2568) ชี้ว่าประเทศไทยคืออันดับ 1 ในเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีการค้นหาที่พักแบบต้อนรับสัตว์เลี้ยงสูงสุด แซงหน้าเกาหลีใต้และไต้หวัน นำเทรนด์โดยนักเดินทางกลุ่ม Gen Y และ Gen Z
‘ค่ารักษาพยาบาล’ เรื่องเสี่ยงของคนเลี้ยงสัตว์
นอกจากกระแสน่าสนใจจากการมาของ Pet Humanization แล้ว อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจ คือ ค่ารักษาพยาบาลในการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อการใช้จ่ายของผู้คนด้วย ทำให้เรื่องการเงิน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับการดูแล
โดยสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสวัสดิการด้านสุขภาพของภาครัฐเหมือนกับมนุษย์ ส่งผลให้อัตราค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยของโรงพยาบาลสัตว์ทั่วไปอยู่ในระดับสูง แต่ผลสำรวจกลับพบว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มักคำนวณและประเมินค่ารักษาสัตว์เลี้ยงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากไม่เข้าใจกลไกอัตราค่าบริการ ทำให้เมื่อสัตว์เลี้ยงประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหัน
เจ้าของจึงไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินเตรียมพร้อมไว้ นำไปสู่ปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ หรือเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ล่าช้าเกินควร
มองเคสต่างประเทศ กับการจัดการค่ารักษา
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดพัฒนาแล้วที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายและยืดหยุ่น ตลาดประกันสุขภาพสัตว์ในสหรัฐฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีเบี้ยประกันรับสุทธิสูงถึง 3,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 (เติบโตต่อเนื่องในระดับสองหลักตั้งแต่ปี 2561) แม้ปัจจุบันจะมีสัตว์เลี้ยงในระบบเพียง 3.9% ก็ตาม
นอกจากระบบ “จ่ายตรง” (Direct Payment) ไปยังสถานพยาบาลคู่สัญญาเพื่อลดภาระการสำรองจ่ายของเจ้าของแล้ว บริษัทประกันยังนำระบบ AI มาใช้พิจารณาอนุมัติคำร้องเบิกค่าชดเชยภายในไม่กี่วินาที ตลอดจนมีการเสนอให้ประกันสัตว์เลี้ยงเป็น “สวัสดิการทางเลือกสำหรับพนักงาน” ในบริษัทชั้นนำอย่าง Amazon และ Nestlé Purina เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เลือกเลี้ยงสัตว์แทนมีลูก
ในด้านการผ่อนชำระ มีการออกบัตรเครดิตเฉพาะทางอย่าง CareCredit ที่ใช้ดูแลสุขภาพคนร่วมกับสัตว์เลี้ยง และบัตร All Pet ที่ให้รูดผ่อนค่ารักษาสัตว์ 0% นานสูงสุด 18 เดือนสำหรับยอดขั้นต่ำ 700 ดอลลาร์สหรัฐ (หากผิดนัดดอกเบี้ยจะพุ่งสูงถึง 32.99% ต่อปี) หรือการเลือกกู้สินเชื่อรักษาสัตว์รายครั้งแบบผ่านออนไลน์อย่าง Scratch Pay ที่จะโอนจ่ายเข้าคลินิกพันธมิตรโดยตรง
อีกหนึ่งตัวอย่างน่าสนใจ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่แม้จะประสบความท้าทายเรื่องระบบขึ้นทะเบียนยืนยันตัวตนและการขาดมาตรฐานราคาเช่นเดียวกับไทย แต่เมื่อปี 2563 Ant Group (ในเครือ Alibaba) เปิดตัวนวัตกรรมสแกนลายพิมพ์จมูกสัตว์เลี้ยง (Nose Print) ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 99% มาอำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงและลดช่องโหว่การสวมสิทธิ์เคลมประกันบนแพลตฟอร์ม Alipay ร่วมกับพันธมิตรประกันภัยอย่าง Ping An และ ZhongAn
นอกจากนี้ บริษัทประกันในจีนยังแก้ปัญหาการตั้งอัตราค่าบริการสูงเกินจริงของสถานพยาบาลสัตว์ ด้วยการกำหนดสัดส่วนเบิกจ่ายสินไหมทดแทนที่ 60-70% หากเข้าใช้บริการโรงพยาบาลในเครือข่าย แต่หากรักษานอกเครือข่ายจะจ่ายชดเชยให้เพียง 40% เท่านั้นเพื่อคุมกลไกราคา
ในมิติมาร์เก็ตเพลส Alipay มีบริการยื่นสินเชื่อออนไลน์ทั่วไปในการผ่อนคืน 3-12 เดือน คิดดอกเบี้ยรายวัน 0.05% (ราว 18-20% ต่อปี)
‘ไทย’ ประกันราคาสูง-ซับซ้อน
ขณะที่ประเทศไทย ยังไม่มีระบบประกันแบบจ่ายตรง (เจ้าของต้องสำรองเงินสดชำระไปก่อนทั้งหมดแล้วนำหลักฐานมาเดินเรื่องเบิกคืน) โดยแผนประกันสุขภาพยังมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนและเข้มงวดมาก เช่น สัตว์เลี้ยงสมัครใหม่ต้องอายุไม่เกิน 7-8 ปี มีระยะรอคอยนานถึง 60-90 วัน และมีอัตราส่วนร่วมจ่าย (Copayment) สูงถึง 50%
ขณะเดียวกัน ไทยก็เผชิญปัญหาอุปสรรคสำคัญเนื่องจากขาดฐานข้อมูลและประวัติสุขภาพกลาง รวมถึงไม่มีมาตรฐานควบคุมอัตราค่ารักษาสัตว์พยาบาลที่เป็นมาตรฐานสากล ส่งผลให้ราคาเบี้ยประกันในไทยต้องขยับสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง (เฉลี่ย 2,000-13,000 บาท/ปี
ยิ่งไปกว่านั้น แม้กรุงเทพมหานครจะมีข้อบัญญัติเรื่องให้ฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยงเพื่อระบุตัวตนแทนรูปถ่าย แต่ปัจจุบันได้รับการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 และมาตรการนี้ยังไม่ครอบคลุมในระดับต่างจังหวัดทั่วประเทศ
อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจ คือ บริการสินเชื่อเพื่อการรักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยตรง ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีรายใดที่ออกผลิตภัณฑ์ลักษณะดังกล่าว
ทางออกหนึ่งที่เหล่าคนรักสัตว์ใช้ในการดูแลค่ารักษาพยาบาลของสัตว์เลี้ยง ต้องใช้ทางเลือกอื่นเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายครั้ง เช่น การใช้บัตรเครดิตร่วมเฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิพิเศษตอบโจทย์กลุ่ม Pet Parents หรือการรูดผ่อนผ่านบัตรเครดิตทั่วไป ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 0-16% ระยะเวลาผ่อน 3-10 เดือน สำหรับยอดตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป
ไปจนถึงการสแกนชำระเงินผ่อนผ่านวงเงินดิจิทัล BNPL (Buy Now Pay Later) ด้วยระบบผ่อนชำระนานสูงสุด 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0-25% ต่อปี หรือใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ ที่ใช้เวลาอนุมัติไม่นาน เอกสารน้อย ในกลุ่มเรตวงเงินฉุกเฉิน 3,000-20,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงตัวเลขงบประมาณที่เพียงพอกับยอดชำระค่ารักษาสัตว์พยาบาลต่อครั้ง
เรียบเรียงข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี, วิจัยธุรกิจ LH Bank