ผ่าไส้ใน ‘ส่งออกโต-นำเข้าบวม’ ‘พจน์’ จี้รัฐแก้-สกัดข้อมูล ศก.เพี้ยน
ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น การแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจ “จีน-สหรัฐ” ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่หลีกหนีแรงกระแทกไม่พ้น ซึ่งต่างก็เป็นคู่ค้าและพันธมิตรลงทุนสำคัญ ขณะที่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของไทยเชื่อมโยงทั้งสองฝั่งอย่างลึกซึ้ง จนเกิดภาพที่ซับซ้อน กล่าวคือ ไทยนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร และปัจจัยการผลิตจำนวนมากจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ก่อนนำมาผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐ ยุโรป และตลาดอื่นทั่วโลก ภาพดังกล่าวทำให้ด้านหนึ่งไทยถูกตั้งคำถามจากตัวเลขขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่อีกด้าน กลับมีตัวเลขเกินดุลกับสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งที่การเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จนเกิดคำถามว่า ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงมากน้อยเพียงใด และระบบสถิติการค้าปัจจุบันสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือไม่
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลก และโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในการรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมถึงข้อเสนอให้ภาครัฐ “ผ่าโครงสร้างตัวเลขนำเข้า” ใหม่ โดยแยกการค้าปกติ สินค้าทุน และสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อการลงทุนออกจากกัน เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงและกำหนดนโยบายได้ตรงจุด
โลกแบ่งขั้ว-ไทยต้องไม่เลือกข้าง
Geopolitics เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศไทยอยู่ในจุดภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมและอยู่ตรงกลางของภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว และโลกกำลังแบ่งเส้นกันชัดขึ้นว่า ใครจะอยู่กลุ่มไหนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายใด ไทยจึงต้องบริหารสถานะของตัวเองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์แล้ว เรายังมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ภาคประชาชน สังคม และการค้า การลงทุน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทยจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดจีน ทั้งผลไม้ ยาง และสินค้าเกษตรอื่น ๆ เพราะฉะนั้น จีนมีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก
ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีความสัมพันธ์กับสหรัฐมายาวนาน ทั้งในฐานะคู่ค้า การลงทุน และความร่วมมือหลายด้าน ดังนั้น จุดยืนของภาคเอกชนไทยชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนให้ประเทศไทยเลือกข้าง
“ผมยืนยันว่า ในแง่เอกชน ในแง่หอการค้าไทย เอกชนทุกคนไม่สนับสนุนการเลือกข้าง เพราะทุกข้างมันดีหมด สิ่งที่เราทำมาตลอด คือไม่เลือกข้างและเป็นมิตรกับทุกคน โดยไม่ให้เราเสียเปรียบ”
ประเทศไทยจึงต้องรักษาสถานะดังกล่าวไว้ และไม่ควรยอมให้แรงกดดันจากฝ่ายใดทำให้ไทยต้องตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยก็มีชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากหลายประเทศเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว
ขาดดุลจีนต้อง “ผ่าตัวเลข”
อีกโจทย์สำคัญคือ โครงสร้างการขาดดุลของไทย ถ้าดูตัวเลขการค้า 7 เดือนแรกปีนี้ การนำเข้าโต 37.8% หรือมีมูลค่า 266,885 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การส่งออกขยายตัว 18.2% หรือมีมูลค่า 231,531 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเทศที่ไทยขาดดุลสูงที่สุดคือจีน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ สินค้าที่เข้ามาจากจีน แยกเป็น 3 กลุ่ม ไม่ควรนำทั้งหมดมามองเป็นการค้าแบบเดียวกัน กลุ่มแรก คือ “เทรด” หรือการค้าส่งออกนำเข้าปกติ ผมมองว่าการขาดดุลไม่น่าจะเกินประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ
แต่ส่วนที่ทำให้ขาดดุลสูงมากจริง ๆ คือ อีก 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่สองคือ “สินค้าทุน” หรือวัตถุดิบและส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาประกอบหรือผลิตในประเทศไทย แต่เมื่อผลิตเสร็จแล้ว ส่งไปขายสหรัฐ ยุโรป หรือตลาดอื่น เพราะฉะนั้น
ด้านหนึ่งตัวเลขจึงปรากฏว่าไทยขาดดุลจีน แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยกลับไปเกินดุลประเทศปลายทาง โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป
กลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด คือ “สินค้าเพื่อการลงทุน” วันนี้บริษัทจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เข้ามาสร้างโรงงานก็นำเครื่องจักร อุปกรณ์ ชิ้นส่วน หรือวัสดุต่าง ๆ เข้ามาประเทศไทย เพราะของจากจีนอาจถูกกว่า ก่อสร้างได้เร็วกว่า ยิ่งประเทศไทยมีโครงการลงทุนเข้ามามาก การนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีการวิเคราะห์ให้ชัดว่า มูลค่าการนำเข้าที่เกิดจากการลงทุนจริง ๆ มีจำนวนเท่าใด
“ตามหลักบัญชี การลงทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายซื้อขาย มันมีค่าเสื่อม ผมเลยหารือภาครัฐว่า ตัวเลขนำเข้าสามารถแยกกองนี้ออกมาได้ไหม ถ้าแยกได้ ให้เป็นสินค้าเพื่อการลงทุน”
เหตุผล คือ ประเทศไทยกำลังเป็น “Safe Haven” ของนักลงทุน ไม่เฉพาะจีน แต่มีทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และนักลงทุนจากประเทศอื่นเข้ามา เมื่อทุกคนเข้ามาลงทุนและขนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เข้ามา หากเรายังรวมตัวเลขทั้งหมดไว้ในบัญชีนำเข้าแบบเดิม ต่อไปไม่ใช่เฉพาะจีน ประเทศอื่นเข้ามามากขึ้น ตัวเลขก็จะยิ่งสร้างความเข้าใจผิด
คุ้ยประโยชน์จากเงินลงทุน ตปท.
หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องแยกข้อมูลให้เห็นชัดก่อนว่า กลุ่มไหนคือเทรด กลุ่มไหนคือสินค้าทุน และกลุ่มไหนคือสินค้าเพื่อการลงทุน เมื่อแยกแล้ว เราจะรู้ปัญหาจริง และควรแก้อย่างไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อประเทศไทยสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เราก็ต้องถามกลับว่า ประเทศไทยได้อะไรจากการลงทุนเหล่านั้น หลักเกณฑ์จึงต้องชัดขึ้นว่าเมื่อลงทุนแล้ว จะใช้ Local Content ของไทยเท่าไร จ้างงานคนไทยเท่าไร ฝึกอบรมแรงงานเท่าไร จะ Upskill คนไทยอย่างไร และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีอย่างไร
การแยกข้อมูลไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อทำให้ประเทศไทยรู้ต้นทุนและผลตอบแทนที่แท้จริงจากเงินลงทุนต่างชาติ และสามารถกำหนดนโยบายได้ถูกจุด ทั้งนี้ หากไม่แยกตัวเลขออกมาอย่างเป็นระบบ ปัญหาจะไม่จำกัดเฉพาะบางประเทศ แต่จะหมายถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งก็จะมีผลต่อตัวเลขนำเข้าไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และก็จะส่งผลให้รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาเรื่องของการขาดดุลของประเทศ
“ต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเราได้อะไร ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธการลงทุนจากจีนหรือประเทศใด แต่ต้องทำให้การลงทุนที่เข้ามาสร้างประโยชน์ภายในประเทศมากขึ้น ไม่ใช่เพียงนำเครื่องจักร วัตถุดิบ และ Supply Chain เดิมเข้ามา แล้วใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบและส่งออก โดยมีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศในระดับต่ำ”
ส่งออกโตแต่ใครเป็นคนส่ง
การเห็นตัวเลขส่งออกที่ขยายตัวสูง ไม่ควรรีบสรุปว่าผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์ทั้งหมด เนื่องจากบางส่วนเป็นการส่งออกของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ประเทศไทยจึงต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่า ในมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มีมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับประเทศไทยเท่าใด มีการซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากน้อยเพียงใด และสร้างการจ้างงานรวมถึงพัฒนาทักษะแรงงานไทยได้มากเพียงใด โครงสร้างหนึ่งที่เห็นได้ชัดขึ้น คือ โรงงานในประเทศไทยอาจนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาประกอบหรือแปรรูป ก่อนจำหน่ายสินค้าไปทั่วโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป เอเชีย และอาเซียน โดยไม่ได้ส่งสินค้ากลับไปจีน
ผลคือ ไทยบันทึก “ขาดดุลจีน” จากการนำเข้าปัจจัยการผลิต แต่กลับบันทึก “เกินดุลสหรัฐ” จากการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป “นำเข้ามา ประกอบเสร็จแล้วจำหน่ายได้ทั่วโลก ไม่ได้ขายกลับไปจีน แต่ขายให้สหรัฐ ยุโรป เอเชีย อาเซียน และตลาดทั่วโลก สุดท้ายจึงเกินดุลกับสหรัฐ แต่ขาดดุลกับจีน เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ต้องแยกเป็นกลุ่มการลงทุน ไม่ควรรวมกับการค้า”
โจทย์ใหญ่ไทยต้องรักษาสมดุล
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า โจทย์ของประเทศไทยในเวลานี้ไม่สามารถพิจารณาเพียงว่า “จีนดีหรือไม่ดี” หรือไทยควรยืนอยู่กับจีนหรือสหรัฐ เนื่องจากระบบการผลิตและการค้าโลกเชื่อมโยงถึงกันจนไม่สามารถแยกออกเป็นสองขั้วได้โดยง่าย สิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ คือ รักษาจุดยืนไม่เลือกข้าง เปิดความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับทุกประเทศ พร้อมกำหนดกติกาที่ทำให้เงินลงทุนและกิจกรรมการผลิตที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศให้ได้มากที่สุด
การแยกตัวเลข Trade สินค้าทุน และสินค้าเพื่อการลงทุน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดทำสถิติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตอบคำถามที่สำคัญยิ่งขึ้นว่า ในวันที่ประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานการผลิตของหลายประเทศ ไทยได้รับประโยชน์จาก Supply Chain ใหม่มากน้อยเพียงใด และในวันที่ไทยขาดดุลจีน แต่เกินดุลสหรัฐพร้อมกัน ตัวเลขทั้งสองด้านอาจไม่ได้ขัดแย้งกัน หากเป็นผลจากห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างดังกล่าวให้ชัดเจน ก่อนกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป