‘เมืองไทยประกันชีวิต’ ชี้คนอายุยืนดันโจทย์ค่ารักษา ชู Healthspan-Wealthspan ต้องไปด้วยกัน
เมืองไทยประกันชีวิตมองสังคมอายุยืนเพิ่มโจทย์บริหารค่ารักษาพยาบาล ชี้มีประกันอย่างเดียวอาจไม่พอ หากใช้สิทธิและวางแผนค่ารักษาไม่เหมาะสม พร้อมขยายระบบเคลมไร้เงินสดเชื่อมโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่ง
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มคนมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้การเตรียมพร้อมสำหรับสังคมอายุยืน (Longevity) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีอายุที่ยาวขึ้น แต่ต้องครอบคลุมทั้งการมีสุขภาพที่ดี การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม และการมีความพร้อมทางการเงินตลอดช่วงชีวิต

โดยมองว่า Healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี และ Wealthspan หรือช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงทางการเงิน จำเป็นต้องเดินไปพร้อมกัน เนื่องจากหากเกิดการเจ็บป่วยและมีค่าใช้จ่ายสูงจนกระทบเงินที่เตรียมไว้สำหรับอนาคต ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ผู้เอาประกันไม่ได้เผชิญเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังต้องตัดสินใจหลายด้าน ทั้งสถานพยาบาลที่จะเข้ารับการรักษา ค่าใช้จ่าย วงเงินความคุ้มครอง ตลอดจนสิทธิที่สามารถนำมาใช้ได้
บริษัทจึงพัฒนา MTL Health Services เพื่อช่วยบริหารจัดการสิทธิและการเข้าถึงการรักษาของลูกค้าในแต่ละช่วง ตั้งแต่การตรวจสอบความคุ้มครองก่อนเข้ารับการรักษา การประเมินค่าใช้จ่าย ไปจนถึงกระบวนการเคลม โดยล่าสุดได้เชื่อมต่อบริการ Cashless Claim ผ่านระบบ iClaim กับโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล
นายสาระกล่าวว่า จากประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่ผ่านมา พบว่าการรักษาโรคร้ายแรงบางประเภท เช่น โรคมะเร็ง อาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูง แม้ผู้เอาประกันจะมีวงเงินความคุ้มครองหลักล้านบาท แต่ยังมีโอกาสที่ค่าใช้จ่ายรวมจะสูงกว่าวงเงินที่มีอยู่
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มีวงเงินความคุ้มครอง 5 ล้านบาท หากเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่อยู่ใน MTL Smile Hospital Network จะได้รับสิทธิ Extra Coverage เพิ่มวงเงินความคุ้มครองอีก 20% หรือเพิ่มจาก 5 ล้านบาทเป็น 6 ล้านบาท รวมถึงเพิ่มจำนวนวันค่าห้องพักและค่าแพทย์เป็น 365 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มวงเงินรองรับกรณีต้องรักษาต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทยังพบกรณีลูกค้าที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดและมีค่าใช้จ่ายระดับหลักล้านบาท ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินจากความคุ้มครอง จึงนำบริการ MTL Health Buddy เข้ามาช่วยแนะนำแพทย์เฉพาะทางและทางเลือกในการรักษา รวมถึงบริการ Pre-authorization เพื่อประเมินความคุ้มครองก่อนเข้ารับการผ่าตัด ช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถประเมินค่าใช้จ่ายและวางแผนการรักษาได้ล่วงหน้า
“การดูแลลูกค้าในวันที่เจ็บป่วยไม่ได้จบเพียงการพิจารณาว่าเคลมได้หรือไม่ได้ แต่ยังรวมถึงการช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร และมีทางเลือกในการรักษาอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจ” นายสาระกล่าว
ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิตมีเครือข่ายสถานพยาบาลคู่สัญญากว่า 980 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการ Cashless Claim รวมถึง Claim Anywhere สำหรับการส่งเคลมผ่าน MTL Click หรือสาขาของบริษัท ขณะที่กรณีเดินทางต่างประเทศมีบริการ MTL Global Connect และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง
นายสาระกล่าวว่า บริษัทต้องการพัฒนาบริการด้านสุขภาพให้ครอบคลุมมากกว่ากระบวนการจ่ายสินไหม โดยเน้นช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบความคุ้มครอง วางแผนค่าใช้จ่าย และใช้สิทธิที่มีอยู่ได้เหมาะสม เพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยไม่ให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลายเป็นภาระที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว