เมื่อ ‘เควิน วอร์ช’ ขัดใจ ‘ทรัมป์’ ขึ้นดอกเบี้ย ‘ครั้งแรก’ รอบ 3 ปี
คอลัมน์ : เศรษฐกิจชีพจรโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ “เอกฉันท์” ให้ “ปรับขึ้น” ดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไปสู่ระดับ 3.75-4% ในการประชุมประจำเดือนกันยายน นับเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และเป็นไปตามที่ตลาดคาดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งให้นํ้าหนักเกิน 90% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากต้องการควบคุมเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน และยังถูกซํ้าเติมให้เลวร้ายลงอีกเมื่อราคานํ้ามันโลกถีบตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาเพิ่มระดับความตึงเครียด ทั้งปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่สามารถเปิดเดินเรือได้เสรี และยังมีกรณีกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน โจมตีท่อส่งนํ้ามันของซาอุดีอาระเบียจนได้รับความเสียหายหนัก
“เควิน วอร์ช” ประธานเฟด แถลงภายหลังประชุมว่า ทั้งตนและกรรมการคนอื่น ๆ ต่างไม่พอใจระดับเงินเฟ้อในปัจจุบัน ดังนั้นจุดมุ่งเน้นที่สำคัญมากของเราจึงอยู่ที่เงินเฟ้อ ที่ขณะนี้ “สูงเกินไปและนานเกินไป” เสถียรภาพราคาเป็นฐานรากของการเติบโตเศรษฐกิจ ตนคิดว่าในวันนี้เฟดทำในสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพนั้น เฟดมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้แรงกดดันเงินเฟ้อลุกลามออกไปจนกระทบเศรษฐกิจรอบที่สองหรือสาม
เกี่ยวกับการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
วอร์ชยังคงจุดยืนส่วนตัวเดิม คือไม่มีนโยบายให้คำแนะนำล่วงหน้าเกี่ยวกับดอกเบี้ย “สิ่งที่เฟดตัดสินใจในวันนี้เป็นการตัดสินใจที่จริงจัง สุขุม และรับผิดชอบ” ซึ่งเตรียมการและครุ่นคิดมาตลอด 120 วันนับตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง เฟดไม่ได้ตัดสินใจจากแรงผลักดันของตลาด แต่ตัดสินใจจากการประเมินสถานการณ์ ทั้งเรื่องการจ้างงาน ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ
ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นคนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกมาเพื่อลดดอกเบี้ย วอร์ชปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าได้พูดคุยอะไรกับทรัมป์หรือไม่ กล่าวเพียงว่าไม่มีอะไรจะให้นักข่าวเกี่ยวกับการพูดคุยกับประธานาธิบดี
ประธานเฟดระบุว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้เฟดเปลี่ยนใจมาขึ้นดอกเบี้ย หลังจากตรึงดอกเบี้ยมานานกว่า 3 ปี นั่นก็คือ 1.ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจแสดงให้เห็นความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่การจ้างงานเพิ่มขึ้นสูง 2.เงินเฟ้อยังคงสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมายของเฟดที่อยากให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% 3.ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นสาเหตุให้มุมมองเปลี่ยนไป “ทั้งสามอย่างนี้นำไปสู่การมีมติเอกฉันท์หนักแน่นในการขึ้นดอกเบี้ย”
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประธานเฟดหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง
สำหรับสัญญาณของดอกเบี้ยในอนาคตผ่านคาดการณ์ส่วนบุคคลของกรรมการแต่ละรายหรือ Dot Plot นั้นค่าเฉลี่ยบ่งบอกว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่มี 4 คนชี้ว่าน่าจะ
ขึ้นอีก 2 ครั้ง อีก 2 คนส่งสัญญาณว่าควรอยู่ระดับเดิม ขณะที่ประธานเฟดไม่ได้ทำ Dot Plot เพื่อส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยตามจุดยืนที่เคยประกาศไว้
คณะกรรมการยังประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อตลอดปี 2026 ผ่านดัชนีการใช้จ่ายผู้บริโภคว่าจะสูงขึ้นเป็น 3.4% จากเดิม 3.3%
เคย์ เฮก หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารหนี้ของโกลด์แมนแซคส์ แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ชี้ว่า เฟดส่งสัญญาณว่าในขั้นนี้จะยังไม่ใช้มาตรการเข้มงวดแบบรุนแรง อย่างไรก็ตามคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ผ่าน Dot Plot แต่เป็นไปได้ว่าจะเว้นเดือนตุลาคมไว้ เพราะใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอม และเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเดือนธันวาคม เนื่องจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูง
ด้านปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อการตัดสินใจของเฟด ดูเหมือนไม่รุนแรงเท่าสมัยของ “เจอโรม พาวเวลล์” ซึ่งตรึงดอกเบี้ยไว้เป็นเวลานาน แต่ยุคของวอร์ช แม้จะขึ้นดอกเบี้ย ทรัมป์ก็ไม่ได้ใช้คำรุนแรง โดยเขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรากำลังแบกทุกประเทศในโลกเอาไว้ เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อีกต่อไป จงลดดอกเบี้ยอย่างเร็ว เพื่อสหรัฐอเมริกา ดอกเบี้ยควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า เพราะเราเป็นประเทศที่มีเครดิตดีที่สุดในโลก”
ต่อมาเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า ยังคงมั่นใจในเควิช วอร์ช หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่ายังมั่นใจ ตนฝากความหวังไว้กับเควิน แต่พวกคุณก็รู้ พวกบอร์ดหัวรั้นมาก บอร์ดพวกนี้แต่งตั้งโดยบุคคลอื่น พวกเขาเป็นปฏิปักษ์มาก เล่นการเมืองมาก พวกเขากำลังทำในสิ่งที่ผิด “พวกเขาขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทำให้ทรัมป์ดูแย่มากเท่าที่จะเป็นไปได้” อย่างไรก็ตามทรัมป์อ้างว่าตนต้องการให้ประธานเฟดมีความเป็นอิสระ
ด้าน คุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาวออกมาโจมตีเฟด โดยอ้างว่าการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยไม่ชอบธรรมในแง่เศรษฐกิจ และไม่ได้แก้ปัญหาหลักที่เป็นสาเหตุให้เงินเฟ้อสูง เพราะเงินเฟ้อเกิดจากการปัญหาขาดแคลนน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับดอกเบี้ย การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่จะไปขัดขวางการเติบโตเศรษฐกิจที่กำลังก้าวหน้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งหนัก โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 631.21 จุด หรือ 1.21% ปิดตลาดที่ 51,461.90 จุด เอสแอนด์พี 500 ปรับลง 33.92 จุด หรือ 0.45% ปิดตลาดที่ 7,551.81 จุด อย่างไรก็ตามแนสแดคประคองตัวเอาไว้ได้ ลดลงเพียง 3.146 จุด หรือ 0.01% ปิดตลาดที่ 25,978.25 จุด
ส่วนราคาทองคำปรับลงมากกว่า 1% ไปอยู่ที่ 4,330.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงประมาณ 57 ดอลลาร์หรือ 1.3% เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างประเทศ ทำให้ความต้องการและความสามารถในการซื้อจึงลดลง แม้ว่าทองคำจะยังได้รับความนิยมว่าเป็นสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ก็ตาม