ttb ชี้โจทย์การค้าโลกเปลี่ยน ชู 6 อุตฯ ไทยมีโอกาสชนะ
ปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอ ttb ชี้ไทยหมดบุญเก่า โลกเข้าสู่ยุคกีดกันการค้า ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ ย้ำเงินทุนไหลเข้าอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างคน เทคโนโลยี และดึง SME ไทยโตไปกับการลงทุน เตือนเศรษฐกิจยืนอยู่บน “ขอบเหว” จี้เปลี่ยนวิธีคิด พร้อมชู 6 อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดโลก
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” ของสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า (Thaipublica.org) ว่าแนวคิด Do’s and Don’ts สำหรับการปรับตัวของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก 12 ในอดีตประเทศไทยเติบโตและเสวยสุขมาได้จากข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ
ซึ่งเปรียบเสมือนการถูก “หวย 3 ใบ” (The Three Lotteries) หวยใบที่ 1 Free World (1955-1975) การเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ไทยได้รับความสนใจและดึงดูดเม็ดเงินจากมหาอำนาจตะวันตก
หวยใบที่ 2 Free Trade (1985-2001) การได้รับส้มหล่นจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าเงินเยนแข็งค่าและข้อตกลงการค้า ทำให้เกิดการย้ายมายังประเทศไทย
หวยใบที่ 3 Free Gas (ตั้งแต่ 1970s เป็นต้นมา) จากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จึงมีกลุ่มนักลงทุนพลังงานจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนพัฒนา ส่งผลให้ข้อไทยมีต้นทุนพลังงานราคาถูกอย่างยาวนาน
“โจทย์วันนี้เปลี่ยนหมด จากเสรีการค้า ไปสู่การกีดกันการค้า เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา จากโรงงานจ้างคนเป็นโรงงานไม่ใช้คน พลังงานก๊าซที่ใกล้หมด กองทุนพลังงานที่พุ่งถึงแสนล้านบาท จากวันที่เป็นหนุ่มสาว วันนี้เราแก่ จากวันที่ภาครัฐมีหนี้น้อยและหนี้ครัวเรือนไม่มี วันนี้เปลี่ยนไปหมด ในวันที่โลกเปลี่ยนและไทยมีการเปลี่ยนไหม”
หมดยุค “หวย 3 ใบ” ไทยต้องปรับเกณฑ์ชี้วัดใหม่
ทั้งนี้ เมื่อบริบทโลกเปลี่ยน ประเทศไทยยังคงใช้เกณฑ์วัดผล (Scoreboard) แบบเดิมในการขับเคลื่อนประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์วัดผลใหม่ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ จากมุ่งลงทุนโดยตรง FDI (Capital Flow) สู่การที่ประเทศได้เพิ่มขีดความสามารถ (Capability Flow) โดยที่ผ่านมาเมื่อมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามา เช่น การลงทุน Data Center ทำให้ประเทศพึงพอใจกับตัวเลขเงินลงทุน (Capital Flow) แต่คำถามสำคัญคือมีการถ่ายทอดขีดความสามารถ (Capability Flow) ให้แก่คนไทยหรือไม่
ต่อมา จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) สู่ Prosperity for All โดยต้องเลิกมุ่งเน้นเพียงการเติบโตเชิงตัวเลข (GDP Quantity) ซึ่งมักกระจุกตัวอยู่กับทุนกลุ่มน้อย แต่ต้องเปลี่ยนไปวัดที่คุณภาพของการเติบโตและการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม (GDP Quality & Distribution) ต่อมา จาก จากการมุ่งสร้างหรือสนับสนุนธุรกิจรายใหญ่ที่เป็น “หัวลาก” (Champions) ไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Ecosystem & Local Supply Chain) เปรียบเทียบกับโมเดลประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลสนับสนุน 5 ตระกูลใหญ่เพื่อสร้างประเทศ
ท้ายที่สุดธุรกิจใหญ่สามารถเติบโตเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่สหรัฐฯ ต้องร่วมมือด้วย และคนในประเทศได้ผลด้วย ส่วนประเทศไทย ต้องตั้งคำถามว่ากลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นหัวรถจักร ได้ช่วยสร้าง Ecosystem และดึง Local Supply Chain รวมถึงเอสเอ็มอีคนไทยขึ้นมาร่วมเติบโตด้วยหรือไม่ เรื่องสุดท้ายจาก Catch the Trend สู่ Long-Term Resilience เปลี่ยนจากการวิ่งไล่จับกระแสชั่วคราว ตั้งแต่ยุครับย้ายฐานผลิตญี่ปุ่น มาจนถึงยุค AI มาเป็นการสร้างความยั่งยืนและความแข็งแกร่งในระยะยาว
3 Don’ts ที่ไทยต้องหยุด ไม่ใช้แค่เร่งโต แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ห้ามทำ 3 Don’ts ทั้ง DON’T 1. Investment # Development อย่าสับสนการลงทุนกับการพัฒนา โดยเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาไม่ได้เท่ากับการพัฒนาประเทศในระยะยาวเสมอไป หากการลงทุนนั้นเป็นเพียงการนำเงินเข้ามาสร้างสิ่งสถาปัตยกรรมแล้วหอบกำไรกลับไป แต่ไม่ได้ให้โนว์ฮาว หรือยกระดับรายได้ให้แก่คนไทย
DON’T 2. Winner # Winner Takes All โดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกับ “รถไฟ 7-8 แบบ” หากปล่อยให้ผู้ชนะหรือกลุ่มทุนใหญ่เติบโตเพียงลำพังโดยไม่ลากห่วงโซ่เศรษฐกิจ 4 ประการ ได้แก่ เอสเอ็มอี ซัพพลายเออร์ท้องถิ่น ทักษะและรายได้แรงงาน การสร้างมูลค่าจากวัตถุดิบในประเทศการต่อนวัตกรรม ไปด้วยกัน
“ระบบเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่เพื่อให้เห็นคนวิ่งไปได้เร็วมาก แต่ทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นลากคนข้างหลังไปด้วยกันไม่ใช่ปล่อยให้หัวรถจักรวิ่งอยู่คนเดียว แล้วคนไทยต้องลงไปหาหารายได้อยู่ข้างหลังรถไฟ”
ทางด้าน DON’T 3. Growth # Fragility หยุดสร้างการเติบโตบนขอบเหว โดยประเทศไทยกำลังยืนหมิ่นเหม่ยู่บน “ขอบเหวกลม ๆ” ที่พร้อมจะร่วงลงไปได้ทุกเมื่อ ทั้งเหวหนี้ครัวเรือน จากปัจจุบันระดับหนี้ครัวเรือนสูง เหวหนี้สาธารณะ ภาระหนี้ของรัฐบาลพุ่งสูง เหวการขยายตัวเกินขนาดของทุนใหญ่ โดยภาคธนาคารพาณิชย์ปกติมีสัดส่วน D/E Ratio ประมาณ 10 ต่อ 1 จากเงินทุน 10% เงินฝาก 90%
แต่ปัจจุบันแบงก์ปรับความเสี่ยงลงมาเหลือ D/E ประมาณ 5 ต่อ 1 หรือทุนประมาณ 20% แต่ลูกหนี้ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่กลับมีการกู้ยืมเงินไปขยายกิจการจน D/E Ratio พุ่งสูงมาก หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาจะน่ากลัวมาก เหมือนที่เกิดในประเทศเยอรมนี เหวภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านมาสถาบันการเงินปล่อยกู้ที่อยู่อาศัยเกิน 100% ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่ปล่อยสินเชื่อบ้านง่ายขนาดนี้ จนทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย
ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนว่า สต๊อกบ้านและคอนโดมิเนียมที่มีอยู่ในระบบ ต้องใช้เวลาขายถึง 6 ปีจึงจะหมด และเริ่มเกิดปัญหาไม่สามารถรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้ได้
หนุนหยุดแจกเงิน-กู้เพิ่ม ต้องเน้นสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
นายปิติกล่าวต่อว่า นโยบายการแจกเงินถ้วนหน้าแบบประชานิยม หรือโครงการอย่างคนละคนครึ่ง แม้จะจำเป็นในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ต้องไม่เสพติดการกระตุ้นระยะสั้น และต้องหยุดการเอาเงินในอนาคตมาใช้สร้างการเติบโตในปัจจุบัน แต่มีสัญญาณที่ดีจากการเริ่มแตะเบรกนโยบายประชานิยมของรัฐบาล โดย รมว. คลัง วางนโยบายทำให้ภาพรวมของประเทศดีขึ้นและให้ชะลอการกู้
รวมถึง รมว.พาณิชย์ และทีมเศรษฐกิจของภาครัฐบาล มีการตั้งหลักเจรจาเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมากำชับและเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ และกำกับนโยบาย ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later)
“อย่างน้อยก่อนระเบิดต้องตะหนักก่อน ถ้าหมดความตะหนักระเบิดแน่นอน แต่พบว่ามีการตระหนักแล้ว ถือเป็นข่าวที่ดี ที่หลายเรื่องภาครัฐกำลังดำเนินการแก้ไข”
3 Do’s จุดเปลี่ยนเกม เลือกสนามที่ไทยมีโอกาสชนะ
ขณะที่สิ่งที่ต้องทำ 3 Do’s มีทั้ง DO 1. Build Thai Capability ผ่านการทดสอบ “The 3S (HUB) Test” โดยการพัฒนาโครงการหรือดึงการลงทุนเข้าประเทศ ต้องมีการประเมิน the 3S Test เพื่อรับประกันว่าเป็นการสร้างขีดความสามารถที่แท้จริง ทั้ง Scale (Economic Scale) ต้องสร้างขนาดทางเศรษฐกิจจนเกิดเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักได้จริง
ไม่ใช่ทำเรื่องเล็ก ๆ Skill (Thai Capability) ต้องให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โนว์ฮาว และยกระดับทักษะแรงงานคนไทยและ Spillover (Ecosystem Value) คือต้องกระจายผลประโยชน์ลงไปสู่เอสเอ็มอี ซัพพลายเออร์ และอุตสาหกรรมข้างเคียงอื่น ๆ
นอกจากนี้สามารถนำ Cross-Matrix Strategic Approach โดยนำจุดแข็งเดิมของไทยในแกนตั้ง มาร่วมแก้โจทย์ปัญหาของประเทศได้ DO 2. Choose the arenas where Thailand has a credible Right to Win เลือกสนามที่มีโอกาสชนะ โดยอย่าคิดทำเรื่องใหม่ ให้ทำเรื่องตัวเองที่มีอยู่แล้วให้ดีก่อน แล้วค่อยทรานฟอร์ม เช่นเดียวกับวงการธนาคารที่ต้องทำธุรกิจธนาคารเดิมให้ดี ทำให้ลูกหนี้ที่ดีได้ดอกเบี้ยถูกลง และลดต้นทุนตัวเองก่อนไปทำเรื่องใหม่
ชู 6 อุตสาหกรรม มุ่งสู่มูลค่าสูง มีโอกาสชนะ
สำหรับประเทศไทย มี 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีโอกาสชนะ ทั้ง 1.เกษตรและอาหาร เปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ สู่ อาหารมูลค่าสูงและเชื้อเพลิงชีวภาพ (High-Value Food & Bio-Fuel) 2.ชิ้นส่วนยานยนต์ เปลี่ยนจากชิ้นส่วนแบบเดิม สู่ ยานยนต์แห่งอนาคตและการประยุกต์ใช้ (Next-Gen Auto & Applications) 3.สุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวทั่วไป สู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-Value Tourism)
4.การแพทย์ เปลี่ยนจากการรักษาพยาบาล สู่ ห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ (Medical Supply Chain) 5.อิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนจากการรับจ้างประกอบ สู่ การก้าวข้ามการผลิตชิ้นส่วน (Beyond Part Making) และ 6.ค้าปลีกและแพลตฟอร์ม เป็น ตัวเชื่อมสำคัญ โดยมุ่งรักษา ส่วนต่างกำไรไว้ในประเทศ (Keep Margin Within Country)
ทางด้าน DO 3. Make Thailand the easiest place for “good actors” to win ปรับเปลี่ยนการขายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จากเดิมที่ขายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน หรือสนามบิน มาเป็นการสร้าง ความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสะดวกในการทำธุรกิจให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (Trust Transparency and Ease of Doing Business as Infrastructure)
ต้องทำให้คนดีทำธุรกิจง่าย คนเทาต้องออกจากระบบ
พร้อมกันนี้ต้องทำให้ประเทศเป็นพื้นที่สวรรค์ของคนที่ดี Good Actors ลดอุปสรรค ลดต้นทุน เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผ่านกฎเกณฑ์ที่คาดเดาได้ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้เกิดนรกของ Bad Actors เพิ่มอุปสรรค เพิ่มต้นทุน และบีบพื้นที่การทำธุรกิจผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การบังคับใช้กฎหมาย และการจำกัดวง ซึ่งปัจจุบันสมาคมธนาคารไทยกำลังผลักดันโครงการ Data Exchange เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการระบุตัวตน ซึ่งจะช่วยให้คนดีทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นและทำให้กลุ่มที่มีปัญหาออกไปจากระบบ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการพัฒนาประเทศในวันนี้ ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าเติบโตให้เร็วกว่าเดิม แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีมูลค่าสูงขึ้น มีขีดความสามารถ และเปราะบางน้อยลง ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากมัวแต่นั่งรอให้ภาครัฐเป็นผู้เปลี่ยนฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและพร้อมใจเปลี่ยนไปด้วยกัน ทั้งภาคเอกชน ประชาชน และภาครัฐ เพื่อพาประเทศไทยรอดพ้นจากขอบเหววิกฤตครั้งนี้อย่างแท้จริง
“ประเทศไทยไม่ควรเป็นแค่ สถานีรถไฟ ที่มีขบวนรถไฟของทุนต่างชาติวิ่งผ่าน แจกเงินชั่วคราว แล้วทิ้งอะไรไว้ก็ไม่รู้ แต่เราต้องสร้าง Economic trend ทำให้คนไทยได้ขึ้นไปอยู่บนขบวนรถไฟ และรับมูลค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน เราต้องเป็นทีมไทยแลนด์”