เงินเฟ้อญี่ปุ่นพ่นพิษรอบใหม่ ของกินของใช้ ขึ้นราคา 3,000 รายการ
คอลัมน์ : Market Move
แม้จะมีการแทรกแซงค่าเงินเยนแล้ว แต่สถานการณ์เงินเฟ้อในญี่ปุ่นยังไม่คลี่คลายง่าย ๆ หลังเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา สินค้าอุปโภคบริโภคในญี่ปุ่นจำนวนกว่า 3,000 รายการ ปรับขึ้นราคาอีกครั้ง มีผลต่อทั้งชาวญี่ปุ่นที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เดือนตุลาคม 2026 นี้ ผลกระทบจากเงินเฟ้อระลอกใหม่กำลังส่งผลต่อสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่เบียร์และนมผงสำหรับทารก ไปจนถึงมันฝรั่งทอดและบุหรี่ โดยบริษัทต่าง ๆ ปรับขึ้นราคาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกว่า 3,000 รายการ ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2026 เพื่อรับมือกับต้นทุนค่าแรง ราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง
ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงด้านภาษียังส่งผลให้ราคาของเบียร์ประเภทมอลต์ต่ำ และบุหรี่ไฟฟ้าไฮบริดปรับตัวสูงขึ้นด้วย
โดย คาลบี้ ประกาศขึ้นราคาขนมถั่วทอด “Miino” สำหรับสินค้าที่จัดส่งตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป รวมถึงจะปรับขึ้นราคามันฝรั่งทอดแผ่นที่เป็นสินค้าหลักของบริษัทตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนด้วย
เช่นเดียวกับ กูลิโกะ ที่เตรียมขึ้นราคาขนมขบเคี้ยว อาหารแปรรูป และสินค้าอื่น ๆ รวม 164 รายการ รวมถึงแบรนด์ยอดนิยมอย่าง Pretz, Collon และ Bisco ในอัตรา 3% ถึง 15% สำหรับสินค้าที่จัดส่งตั้งแต่เดือนตุลาคม
ส่วน ยาคูลท์ ขึ้นราคาสินค้าจำนวน 12 รายการ โดย Yakult 400 Men-eki Chokatsu แบบแพ็ก 7 ขวด ปรับราคาขึ้นเป็น 630 เยน หรือเพิ่มขึ้น 12.5% จากเดิมที่ราคา 560 เยน ด้าน เมกมิลค์ สโนว์ แบรนด์ ปรับขึ้นราคานมผงสำหรับทารกเช่นกัน โดยอ้างเหตุผลเรื่องต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงสูตร Pure Milk ที่ปรับราคาจากกระป๋องละ 2,618 เยน เป็น 3,010 เยน หรือคิดเป็นการปรับขึ้น 15%
ขณะที่ ไลอ้อน จะปรับขึ้นราคาสินค้า 159 รายการ อาทิ ยาสีฟันและแปรงสีฟันยี่ห้อ Clinica โดยปรับขึ้นสูงสุดถึง 25% ทางด้าน Starbucks Coffee จะปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มระหว่าง 4 ถึง 35 เยน และปรับขึ้นราคาอาหารระหว่าง 10 ถึง 30 เยน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม เป็นต้นไป
ด้านเบียร์ราคาประหยัดที่ใช้มอลต์ในปริมาณน้อยหรือไม่มีส่วนผสมของมอลต์เลย จะปรับขึ้นราคาตามการปรับอัตราภาษี หลังปัจจุบันญี่ปุ่นกำหนดอัตราภาษีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับเบียร์ทุกประเภท ส่งผลให้เบียร์ที่มีส่วนผสมของมอลต์ต่ำขนาด 350 มิลลิลิตร มีราคาเพิ่มขึ้น 7.26 เยน แต่เบียร์ทั่วไปขนาดเดียวกันจะราคาลดลง 9.1 เยนแทน
จากผลสำรวจบริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวน 195 แห่ง โดย เทโคคุ ดาต้าแบงก์ (Teikoku Databank) พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 มีการปรับขึ้นราคาสินค้ารวมทั้งสิ้น 3,153 รายการ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมสินค้าหรือบริการในหมวดอื่นที่มีการปรับขึ้นราคาเช่นกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาสูบและค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว
โดยการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมถึงค่าเข้าชมสถานที่สาธารณะนั้นมีประกาศออกมาแล้ว 752 แห่ง ในเมืองนาโกยา ซึ่งรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างปราสาทนาโกยา และสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ฮิกาชิยามะ โดยค่าเข้าชมปราสาทนาโกยานั้นจะปรับขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิม 500 เยน เป็น 1,000 เยน
ด้านผู้ให้บริการทางด่วนในกรุงโตเกียว ปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์ประเภทมาตรฐานขึ้น 10% จาก 29.52 เยน เป็น 32.47 เยนต่อกิโลเมตร
สาเหตุของการขึ้นราคาครั้งนี้ เกิดจากบริษัทหลายแห่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเยนที่อ่อนค่า และค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยในการสำรวจของ เทโคคุ ดาต้าแบงก์ พบว่า ประมาณ 66% ของการขึ้นราคาเกิดจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์, 64% เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น, 51% จากต้นทุนค่าแรง รวมถึงประมาณ 28% มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของราคาสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตในประเทศได้รับจากผลผลิตของตนเมื่อเทียบกับปีฐาน ซึ่งสะท้อนต้นทุนในระดับขายส่งหรือหน้าโรงงาน ในเดือนสิงหาคมปรับตัวสูงขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้นในอัตราเกินกว่า 20% เมื่อเทียบรายปีมาอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ทยอยถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
“คานาโกะ นากามูระ” นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไดวา (Daiwa Institute of Research) กล่าวว่า เดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่บริษัทจำนวนมากมักปรับขึ้นราคา เนื่องจากเป็นช่วงกึ่งกลางของปีงบประมาณญี่ปุ่น แต่ในปีนี้การขึ้นราคามีความชัดเจนเป็นพิเศษ เป็นผลมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนราคาค่าบริการปรับตัวสูงขึ้นตามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง
นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปราสาทนิโจและพระราชวังนิโนมารุ ในกรุงเกียวโต ประกาศแผนเก็บค่าเข้าชมจากนักท่องเที่ยวสูงกว่าชาวเกียวโตมาใช้ในปี 2027 โดยปัจจุบันบัตรเข้าชมแบบรวมสำหรับปราสาทนิโจและพระราชวังนิโนมารุมีราคาอยู่ที่ 1,300 เยน แต่ตามระบบใหม่ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเกียวโตจะลดลงเหลือเพียง 1,000 เยน ในขณะที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นที่ไม่ได้อาศัยในเกียวโตจะต้องจ่ายในราคาที่สูงเป็น 2 เท่า คือ 2,000 เยน