ประเทศไทย คนดูข่าวจากครีเอเตอร์ อันดับ 1 ของโลก มากกว่าดูจากสื่อ
สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association: TCCA) เผย คนไทยรับข่าวสารจากครีเอเตอร์มากเป็นอันดับ 1 ของโลก และซื้อสินค้าตามครีเอเตอร์ติดท็อป 5 ของโลก แต่ยังขาดมาตรฐานกลางกำกับดูแล เร่งจัดทำแนวปฏิบัติครอบคลุมการผลิตเนื้อหาและโฆษณา ตั้งเป้าเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2569 ก่อนผลักดันการใช้งานจริงในปีหน้า
ขจร เจียรนัยพานิชย์ นายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย เผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนรับชมข่าวสารผ่านครีเอเตอร์มากเป็นอันดับ 1 ของโลก มากกว่าการรับข่าวสารจากสื่อ
ขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าตามคำแนะนำของครีเอเตอร์ยังอยู่ในกลุ่ม 5 อันดับแรกของโลก นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแนวปฏิบัติกลางที่ชัดเจนสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่มีการออกแนวปฏิบัติและจรรยาบรรณให้ปฎิบัติตามแล้ว และจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2570

แม้ครีเอเตอร์จะมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารและการตัดสินใจซื้อสินค้าของประชาชนมากขึ้น แต่ประเทศไทยกลับขาดมาตรฐานกลางที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตเนื้อหาแต่ละรายต้องพิจารณาด้วยตนเองว่าเนื้อหาประเภทใดสามารถเผยแพร่ได้ และการโฆษณาสินค้าประเภทใดอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย
ยกตัวอย่างผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นประกอบอาชีพครีเอเตอร์และต้องการผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารหรือยา รวมถึงการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาจไม่ทราบว่าควรใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาความถูกต้องของเนื้อหา หรือมีข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง
เช่นเดียวกับกรณีที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อให้ครีเอเตอร์โฆษณาสินค้า ผู้ผลิตเนื้อหาอาจไม่ทราบว่าการนำเสนอรูปแบบใดสามารถทำได้ หรือรูปแบบใดเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย
เมื่อไม่มีแนวปฏิบัติกลางให้ยึดถือ ผู้ประกอบอาชีพครีเอเตอร์จึงต้องอาศัยการสอบถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อกำหนดและข้อจำกัดต่าง ๆ

วางกติกาใหม่ แยกบทบาทนักข่าวกับครีเอเตอร์
อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวและครีเอเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตข่าวและเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์
กล้า ตั้งสุวรรณ อุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สาธารณะ ระบุว่า แม้ทั้งสองกลุ่มจะทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาเช่นเดียวกัน แต่มีสถานะและแนวปฏิบัติทางวิชาชีพแตกต่างกัน
นักข่าวมีระบบบรรณาธิการและองค์กรสื่อรองรับ ขณะที่ครีเอเตอร์จำนวนมากผลิตและเผยแพร่เนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มของบุคคลที่สาม
สมาคมจึงเตรียมผลักดันแนวทางปฏิบัติที่กำหนดสถานะของทั้งสองกลุ่มให้ชัดเจน รวมถึงหลักเกณฑ์การนำผลงาน ภาพข่าว และคลิปวิดีโอของผู้อื่นไปใช้ เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
ที่ผ่านมา สมาคมได้หารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อศึกษาแนวทางด้านจริยธรรมและการใช้เนื้อหาร่วมกัน โดยต้องการให้ครีเอเตอร์ที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับข่าวเข้าใจหลักการทำงานของสื่อมวลชนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้แยกประเภทการลงทะเบียนระหว่างนักข่าวและครีเอเตอร์ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานกีฬาและกิจกรรมระดับนานาชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทและขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกัน
เร่งสร้างมาตรฐานกลาง ไม่ใช่กฎหมายใหม่

นายกสมาคมอธิบายว่า แนวทางที่กำลังจัดทำไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมหรือจำกัดการทำงานของครีเอเตอร์ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานกลางและแนวปฏิบัติ หรือ Guideline ให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้
โดยเปรียบเทียบกับระบบโรงเรียนที่มีทั้งกฎระเบียบซึ่งกำหนดข้อบังคับ และมาตรฐานที่ระบุถึงแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ซึ่งทั้งสองส่วนมีบทบาทแตกต่างกัน
เนื่องจากสมาคมไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลหรือลงโทษผู้กระทำผิด จึงไม่สามารถบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าวในลักษณะเดียวกับหน่วยงานภาครัฐได้
อย่างไรก็ตาม การจัดทำมาตรฐานกลางจะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข สามารถนำแนวทางที่จัดทำขึ้นไปใช้ประกอบการกำกับดูแลในอนาคตได้ หากมีความประสงค์จะกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมสำหรับผู้ผลิตเนื้อหา
เป้าหมายคือการรวบรวมหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเนื้อหาแต่ละประเภทไว้ในมาตรฐานเดียว เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถตรวจสอบได้ว่าเนื้อหาที่ต้องการผลิตอยู่ภายใต้ข้อกำหนดใด และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
เข้าร่วมเป็นสมาชิกและสิทธิครอบคลุมเอเจนซี่โฆษณาและสถาบันการศึกษา
มาตรฐานกลางมุ่งเน้นครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจโฆษณา บริษัทเอเจนซี่ และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมครีเอเตอร์
ผู้แทนสมาคมระบุว่า ปัจจุบันบริษัทโฆษณาและเอเจนซี่จำนวนหนึ่งยังไม่มีหลักเกณฑ์กลางสำหรับใช้ประเมินว่าครีเอเตอร์ที่ต้องการว่าจ้างมีแนวทางการทำงานสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือไม่ รวมถึงเนื้อหาที่ผลิตขึ้นอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายมากน้อยเพียงใด
การมีมาตรฐานกลางจึงจะช่วยให้ผู้ว่าจ้างสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกครีเอเตอร์และกำหนดขอบเขตการทำงานได้ชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาและอาจารย์ผู้สอนก็สามารถนำแนวปฏิบัติดังกล่าวไปใช้เป็นกรอบในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจมาตรฐานวิชาชีพและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเนื้อหาดิจิทัล
สมาคมมองว่าการมีมาตรฐานที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน จะช่วยลดความสับสนและสร้างแนวทางการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งสำหรับครีเอเตอร์ ผู้ว่าจ้าง และผู้ที่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรม
ตั้งเป้าเผยแพร่ แนวปฏิบัติวิชาชีพและจรรยาบรรณคอนเทนตครีเอเตอร์
ภายในสิ้นปี 2569
สำหรับความคืบหน้าของการจัดทำมาตรฐาน สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ เผยว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 80% โดยเนื้อหาที่จัดทำขึ้นผ่านการหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายฝ่าย
สมาคมมีเป้าหมายที่จะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการหารือครั้งล่าสุดไปปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจัดทำเป็นเอกสาร PDF เพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางของสมาคมภายในสิ้นปี 2569
หลังจากนั้นจะผลักดันให้ปี 2570 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยประสานความร่วมมือกับสมาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถาบันการศึกษา เพื่อขยายการรับรู้และส่งเสริมการนำแนวปฏิบัติไปใช้ในวงกว้าง
ทั้งนี้ การเผยแพร่แนวปฏิบัติไม่ได้หมายความว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายทันที เนื่องจากสมาคมไม่มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมายโดยตรง
กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ยังเป็นปัญหา
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการสัมภาษณ์ คือช่องว่างระหว่างข้อกำหนดทางกฎหมายกับการบังคับใช้จริง โดยเฉพาะการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนแพลตฟอร์มออนไลน์
สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์แห่งประเทศไทยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการโฆษณาและการเชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังพบเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่เผยแพร่เนื้อหาในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย
อุปนายกมองว่า การสร้างมาตรฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดกลไกกำกับดูแลและการดำเนินการตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีข้อกำหนดแต่ไม่มีการตรวจสอบหรือดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืน มาตรการที่กำหนดไว้ก็อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงมีการหารือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และตำรวจไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศของครีเอเตอร์
ครีเอเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างเนื้อหา แต่ยังตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์
อุปนายกชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจครีเอเตอร์สร้างความเสี่ยงกับผู้บริโภค และครีเอเตอร์เองก็สามารถตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการนำเนื้อหาหรือตัวตนของครีเอเตอร์ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตเนื้อหาและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากเงินที่ถูกหลอกลวงอาจไหลออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ และสร้างความเสียหายให้แก่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ดังนั้น การกำหนดแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมครีเอเตอร์จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านความรับผิดชอบของผู้ผลิตเนื้อหา การคุ้มครองผู้บริโภค และการป้องกันไม่ให้ครีเอเตอร์ตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดบนโลกออนไลน์
การจัดทำมาตรฐานกลางในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายให้ครีเอเตอร์ ภาคธุรกิจโฆษณา สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล มีแนวทางอ้างอิงร่วมกัน โดยสมาคมเตรียมเผยแพร่เอกสารภายในสิ้นปี 2569 ก่อนเดินหน้าผลักดันการใช้งานในปี 2570
National Platform เห็นด้วยหรือไม่
ในประเด็นความมั่นคงทางอาชีพ ตัวแทนสมาคมยอมรับว่าครีเอเตอร์ไทยยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย รูปแบบธุรกิจ และความนิยมของผู้ใช้งาน
เมื่อถามว่า หากประเทศไทยมีสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยโดยเฉพาะ เห็นด้วยหรือไม่
อิสระ ฮาตะ อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพครีเอเตอร์ เผยว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะต้องเกริ่นก่อนว่าตนอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยแรกๆของวิชาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศไทย การมี National Streaming Platorm อาจไปจำกัดเนื้อหาไม่ให้ไปสู่ Global เพราะต้องมองในมุมที่ ต่างชาติตีตลาดผู้เสพคอนเทนต์ในไทยได้ เพราะเหล่านี้ล้วนใช้ Global แพลตฟอร์มทั้งนั้น ครีเอเตอร์ไทยเองก็ควรไปตีตลาดโลกได้ด้วย Global Streaming Platform เช่นกัน
อุปนายกมองว่าอาชีพครีเอเตอร์ไม่ได้ผูกติดอยู่กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เนื่องจากคุณค่าหลักของอาชีพอยู่ที่ทักษะการผลิตเนื้อหาและความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนจากโซเชียลมีเดียไปเป็นปัญญาประดิษฐ์ อวตาร หรือแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ก็ตาม
สำหรับแนวทางลดความเสี่ยง ตัวแทนสมาคมเสนอให้ครีเอเตอร์กระจายแหล่งรายได้ออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น การจัดกิจกรรมพบปะแฟนคลับ การจำหน่ายสินค้า และกิจกรรมออฟไลน์ ซึ่งสามารถช่วยลดการพึ่งพารายได้จากยอดรับชมและโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ทางด้านนายกเสนอว่า หากจะพัฒนาแพลตฟอร์มไทย ควรเริ่มต้นจากชุมชนผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม เช่น การ์ตูน แอนิเมชัน หรือกลุ่มแฟนคลับ ก่อนขยายไปยังตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยยกตัวอย่างแพลตฟอร์มเฉพาะทางในประเทศญี่ปุ่นที่เติบโตจากการรวมตัวของชุมชนผู้สนใจเนื้อหาประเภทเดียวกัน
ทั้งนี้ แนวคิด National Platform ยังอยู่ในระดับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ใช่โครงการที่มีข้อสรุปหรือแผนดำเนินงานอย่างเป็นทางการ
สมาคมยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแล ภาคธุรกิจ และองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนามาตรฐานกลางและผลักดันการยอมรับอาชีพครีเอเตอร์ในระยะต่อไป โดยมองว่าการสร้างกติกาที่ชัดเจนจะช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสังคม
ดันอาชีพครีเอเตอร์เข้าระบบ หนุนสิทธิกู้บ้าน-ผ่อนรถ รับเศรษฐกิจ 4.5 หมื่นล้าน

สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ฯ เดินหน้าจัดทำมาตรฐานกลาง 4 กลุ่มเสี่ยง หวังยกระดับจริยธรรมคอนเทนต์และการโฆษณา พร้อมผลักดันอาชีพครีเอเตอร์ให้ได้รับการยอมรับในระบบราชการ เข้าถึงสินเชื่อและสิทธิแรงงาน หลังประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท
อุปนายกเผยแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของไทยว่า ปัจจุบันอาชีพครีเอเตอร์มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสื่อสาร การโฆษณา การค้าออนไลน์ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังขาดมาตรฐานกลางที่ใช้ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบอาชีพ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคธุรกิจ
สมาคมจึงเดินหน้าจัดทำแนวปฏิบัติกลางสำหรับครีเอเตอร์ เพื่อกำหนดกรอบการทำงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะการผลิตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและสังคมในวงกว้าง
ทั้งนี้ สมาคมให้ความสำคัญกับเนื้อหา 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเงินและการลงทุน แม่และเด็ก อาหารและยา และสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สิทธิผู้บริโภค และความน่าเชื่อถือของข้อมูล
นายกสมาคมระบุว่า การจัดทำมาตรฐานดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมหรือจำกัดเสรีภาพของครีเอเตอร์ แต่ต้องการสร้างแนวปฏิบัติร่วมกัน หลังพบว่าหน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งมีข้อกำหนดแตกต่างกัน ขณะที่ครีเอเตอร์จำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจกฎหมายและข้อจำกัดของการนำเสนอเนื้อหาในแต่ละประเภท
ที่ผ่านมา ทางสมาคมได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง รวมถึงการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ
เปิดแผน 2 ระยะ ดันครีเอเตอร์เข้าระบบอาชีพ
สำหรับแผนการดำเนินงาน สมาคมแบ่งแนวทางออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกมุ่งสร้างมาตรฐานกลางสำหรับอุตสาหกรรม เพื่อให้ครีเอเตอร์ เอเจนซี่โฆษณา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นเกณฑ์เดียวกัน
สมาคมเสนอให้ภาคธุรกิจนำมาตรฐานดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาว่าจ้างครีเอเตอร์ รวมถึงใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลในอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตเนื้อหาที่ปฏิบัติตามแนวทางอย่างเหมาะสม
ส่วนระยะที่สองจะมุ่งผลักดันสถานะทางอาชีพของครีเอเตอร์ให้ได้รับการยอมรับในระบบราชการและภาคการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะการระบุอาชีพ Content Creator ในเอกสารทางราชการ การเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานและภาษี
ครีเอเตอร์มีลักษณะการทำงานแตกต่างจากลูกจ้างประจำและฟรีแลนซ์ทั่วไป เนื่องจากสามารถมีรายได้ต่อเนื่องจากแพลตฟอร์ม เช่น YouTube แต่รายได้ในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน และไม่มีนายจ้างในรูปแบบเดียวกับการจ้างงานปกติ
สมาคมจึงได้หารือกับกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับแนวทางดูแลแรงงานกึ่งอิสระ หรือ Gig Worker ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาชีพอื่น เช่น พนักงานส่งอาหารและแม่บ้านที่รับงานผ่านแพลตฟอร์ม โดยมองว่าครีเอเตอร์ควรได้รับการพิจารณาในระบบดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านภาษีที่ต้องผลักดัน เนื่องจากระบบการจัดประเภทอาชีพและกิจกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลบางส่วนยังไม่ได้รองรับครีเอเตอร์โดยเฉพาะ
ตัวแทนสมาคมยกตัวอย่างการหารือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ว่า แม้จะมีการจัดหมวดกิจกรรมเกี่ยวกับแอนิเมชันและเกม แต่ยังไม่มีหมวดครีเอเตอร์ที่ชัดเจน จึงต้องสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมสรรพากร เพื่อพิจารณาแนวทางการหักค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน
สำหรับการขับเคลื่อนระยะที่สอง คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ปี และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากสมาคมไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขด้านภาษีหรือสิทธิแรงงานได้เอง
ชี้เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท
อุตสาหกรรมครีเอเตอร์ไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 45,000 ล้านบาท และเป็นกิจกรรมที่สร้างการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศ จึงเห็นว่าภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ตัวแทนสมาคมระบุระหว่างการสัมภาษณ์ โดยยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดวิธีคำนวณหรือช่วงเวลาที่ใช้ประเมิน
สมาคมมองว่าการพัฒนาอาชีพครีเอเตอร์ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างรายได้จากการโฆษณาหรือยอดรับชม แต่ต้องครอบคลุมการพัฒนาทักษะ การสร้างความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอื่น