แผนแก้หนี้กองทุนน้ำมัน ย้ำ ‘กู้’ เป็นคำตอบสุดท้าย
“กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหนึ่งในการพยุงราคานํ้ามันในประเทศในช่วงวิกฤตไม่ให้ขึ้นลงผันผวนจนส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่การแบกรับภาระอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานะกลายเป็นหนี้ติดลบแตะระดับ 100,000 ล้านบาท จนต้องมีการกู้เงินมาโปะหนี้
แต่เรื่องนี้ “นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ” โฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า กองทุนจะยังไม่กู้ในขณะนี้ เพราะยังคงบริหารจัดการได้อยู่
เคยชดเชยถึงวันละ 2,000 ล้าน
สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำหน้าที่บริหารความผันผวน สถานะกองทุนจึงสะท้อนภาพวิกฤตได้ชัดเจน จากวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่มีภาระประมาณ 65,000 ล้านบาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 98,000 ล้านบาท และจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาทในช่วงสัปดาห์นี้ โดยภาระดังกล่าวแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันและ LPG ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เฉพาะวันที่ 7 ตุลาคม 2569 กองทุนมีภาระชดเชยประมาณ 316 ล้านบาทต่อวัน แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันประมาณ 289 ล้านบาท และ LPG ประมาณ 27 ล้านบาทต่อวัน แม้ลดลงมากจากช่วงวิกฤตราคาพลังงานรุนแรง ซึ่งบางช่วงกองทุนต้องใช้เงินชดเชยสูงถึง 1,000-2,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ยังเป็นภาระที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันเฉพาะดีเซลกองทุนชดเชยอยู่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเป้าหมายคือ ไม่ให้ราคาขายปลีกเคลื่อนไหวตามตลาดโลกแบบเต็มจำนวนจนเกิดผลกระทบต่อประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจอย่างฉับพลัน

บทเรียนปี’65 เก็บคืนด้วยตัวเอง
“นายพงศ์พล” ย้ำว่า กองทุนเคยผ่านวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้มาแล้วในปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันฯเคยมีภาระสูงถึงประมาณ 130,000 ล้านบาท แต่เมื่อราคาพลังงานคลี่คลาย กองทุนสามารถทยอยเรียกเก็บเงินกลับคืนผ่านการปรับราคาขายปลีกอย่างเหมาะสม หลักการสำคัญ คือ ช่วงที่ราคาขึ้น กองทุนช่วย “ลดความชัน” ของราคา และเมื่อราคาลงก็ทยอยเก็บเงินคืน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนกับการฟื้นฐานะของกองทุน นี่เป็นเหตุผลที่กระทรวงพลังงานยังมองว่า หนี้ระดับใกล้ 100,000 ล้านบาทไม่ได้เป็นจุดที่ทำให้ต้องตัดสินใจกู้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูทิศทางราคาพลังงาน กระแสเงินสด รายรับของกองทุน และภาระการชดเชยในอนาคตประกอบกันด้วย
เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับกองทุนน้ำมันฯ กระทรวงพลังงานจึงวางเครื่องมือรับมือไว้หลายด้าน เครื่องมือแรกคือ การใช้ “กองทุนน้ำมันฯบริหารความผันผวน” ของราคาขายปลีกตามกรอบที่กำหนด ส่วนเครื่องมือที่ 2 คือการนำ “ผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น” กลับมาใช้ลดภาระต้นทุนพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานดำเนินการเรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นแล้ว 7 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ 28,000 ล้านบาท
มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นรอบที่ 8 โดยไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม เพราะสามารถนำข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณเป็นระยะ และหากมีข้อมูลถึงช่วงกลางเดือนก็สามารถประเมินแนวโน้มเบื้องต้นเพื่อกำหนดมาตรการสำหรับเดือนพฤศจิกายนได้ ปัจจุบันค่าการกลั่นถูกประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยในภาวะปกติส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบจะอยู่ประมาณ 15-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสูงเกินกรอบดังกล่าว ก็จะนำมาพิจารณาว่ามีส่วนเกินมากเพียงพอที่จะนำกลับมาช่วยลดภาระกองทุนหรือไม่
ใช้ภาษีสรรพสามิตช่วยลดราคา
เครื่องมือที่ 3 คือ “มาตรการด้านภาษี” โดยเฉพาะการนำภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยลดภาระราคาพลังงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ B20 และ E20 ในขณะที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ภาษีของประเทศซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญ เครื่องมือที่ 4 คือการ “เพิ่มและกระจายแหล่งพลังงาน” โดยรัฐบาลเร่งสำรวจแหล่งปิโตรเลียมทั้งในอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้า แต่ยังเชื่อมโยงกับรายได้ของภาคเกษตรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
เครื่องมือที่ 5 คือ “แผนบริหารวิกฤตราคาพลังงาน” ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดกรอบการทำงานให้ชัดเจนว่า เมื่อใดควรใช้เงินกองทุนและควรเข้าไปดูแลในระดับใด เกณฑ์สำคัญถูกปรับให้สอดคล้องกับสภาพตลาด โดย 1.หากราคาดีเซลหรือเบนซินสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาตามแผนวิกฤตได้ 2.หากราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนมากกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อสัปดาห์ หรือราคาน้ำมันในประเทศเปลี่ยนแปลงมากกว่า 2 บาทต่อลิตรต่อสัปดาห์ ก็สามารถพิจารณาใช้มาตรการได้ 3.ความเสี่ยงด้านปริมาณ หากมีแนวโน้มว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จะต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำมันดิบและสต๊อกที่มีอยู่ในประเทศ
กู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย
ประเด็นที่กระทรวงพลังงานย้ำชัดคือ “หนี้แสนล้านไม่ได้แปลว่าต้องกู้” เพราะการกู้เงินไม่ได้ทำให้ภาระหนี้ของกองทุนหายไป แต่เป็นการนำเงินจากอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน และเปลี่ยนรูปแบบภาระจากการขาดสภาพคล่องของกองทุนไปเป็นหนี้ที่ต้องมีผู้รับผิดชอบชำระคืน
“นายพรชัย จิรกุลไพศาล” ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) อธิบายว่า เงินกู้ไม่ใช่เงินฟรี เพราะต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในอนาคต ยิ่งหากวิกฤตยืดเยื้อและต้องกู้เพิ่มหลายรอบภาระดังกล่าวก็มีโอกาสสะสมเพิ่มขึ้น ดังนั้น การกู้ของกองทุนน้ำมันฯเกี่ยวข้องกับภาระหนี้สาธารณะ นั่นหมายความว่า “ประชาชนต้องช่วยจ่ายหนี้” ซึ่งรัฐไม่ต้องการให้เกิดขึ้น จึงขอให้การกู้เป็นทางเลือกสุดท้าย
แม้จะมีการตั้งคำถามว่าหากหนี้เพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านบาท จะเป็นจุดที่ต้องกู้หรือไม่ คำตอบคือ การตัดสินใจต้องประเมินฐานะกองทุน กระแสเงินสด แนวโน้มราคาน้ำมัน รายรับที่จะเข้ามา และระยะเวลาที่คาดว่าวิกฤตจะยืดเยื้อ หากถึงจุดที่จำเป็นต้องกู้จริง สกนช.จะต้องจัดทำข้อมูลและวงเงินเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณา ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยต้องมีแผนบริหารหนี้และแผน Exit ที่ชัดเจน
จับตาฤดูหนาวราคายังเสี่ยงสูง
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป กระทรวงพลังงานยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงที่ราคาจะอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงประเมินว่าจุดสูงสุดของราคาน้ำมันผ่านพ้นไปแล้ว หลังราคาดีเซลเคยปรับขึ้นรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แตะ 300 เหรียญต่อบาร์เรล ก่อนลดลงในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และกลับมาผันผวนอีกครั้งตั้งแต่เดือนสิงหาคม
บทเรียนจากวิกฤตรอบนี้ชัดเจนว่าเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระไม่ได้ตกอยู่กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ไหลย้อนกลับมาที่กองทุนน้ำมันฯ ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่ประคองวิกฤตไปจนกว่าราคาตลาดโลกจะคลี่คลายได้หรือไม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนภาระหนี้กองทุนให้กลายเป็นหนี้สาธารณะ