น้ำท่วมปี’69 ราคาสินค้ายังไม่พุ่ง ‘สนค.’ ชี้เสี่ยงซ้ำเติมรายได้-เงินออมประชาชน
สนค.ประเมินผลกระทบน้ำท่วมปี 2569 ยังไม่ทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้นเป็นวงกว้าง โดยสินค้าที่ติดตามในโมเดิร์นเทรดกว่าร้อยละ 70 ราคาทรงตัว ขณะที่ผักสดหลายรายการเริ่มปรับลดลง หลังเร่งกระจายผลผลิตจากพื้นที่ไม่ถูกน้ำท่วมเข้าสู่ตลาด แต่ยังต้องจับตารายได้ สภาพคล่อง เงินออม และกำลังซื้อของครัวเรือน หลังประชาชนบางพื้นที่เผชิญรายได้ลดควบคู่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่ม พร้อมเดินหน้า “ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ” ตั้งแต่ 12 ตุลาคมนี้กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 ในปัจจุบัน แรงกดดันด้านราคาสินค้ายังอยู่ในวงจำกัด และยังไม่พบการปรับขึ้นของราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะที่ผักสดบางรายการซึ่งก่อนหน้านี้ราคาปรับสูงขึ้น เริ่มมีราคาลดลง หลังกระทรวงพาณิชย์เร่งนำสินค้าจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาด

ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา มีพื้นที่ประสบอุทกภัยสะสมรวม 50 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 4.20 ล้านคน
ขณะที่การติดตามราคาสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรดช่วงปลายเดือนกันยายน พบว่ากว่าร้อยละ 70 ของรายการสินค้าที่ติดตามมีราคาทรงตัว ร้อยละ 12.4 ปรับเพิ่มขึ้น และร้อยละ 16.9 ปรับลดลง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคายังไม่กระจายเป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ผักสดบางรายการ เช่น ผักบุ้งจีน กะเพรา และโหระพา เผชิญแรงกดดันด้านราคา
เนื่องจากมีอายุการเก็บรักษาสั้น และอ่อนไหวต่อทั้งน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูก และข้อจำกัดด้านการขนส่ง
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงเร่งประสานนำผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลางอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคาขายส่งผักหลายรายการเริ่มปรับลดลง สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่ทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
สำหรับไข่ไก่ เป็นอีกสินค้าที่ต้องติดตาม หลังฟาร์มผู้ผลิตบางแห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์จึงขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ชะลอและเลื่อนแผนการส่งออกในช่วงนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เพื่อรักษาปริมาณสินค้าและเสถียรภาพราคา
นายนันทพงษ์กล่าวว่า นอกจากด้านราคาแล้ว อีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ รายได้ สภาพคล่อง และกำลังซื้อของครัวเรือน เนื่องจากน้ำท่วมอาจทำให้การประกอบอาชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้บางส่วนลดลง
ขณะที่รายจ่ายจำเป็นกลับเพิ่มขึ้น รายจ่ายดังกล่าวครอบคลุมทั้งค่าอาหาร การเดินทาง การเคลื่อนย้ายและดูแลทรัพย์สิน ตลอดจนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ประกอบอาชีพหลังน้ำลด ซึ่งภาวะรายได้ลดลงพร้อมกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันสภาพคล่อง ทำให้ครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หารายได้เพิ่มเติม หรือลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น
ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติจากกรณีน้ำท่วมปี 2554 พบว่า ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบร้อยละ 53.4 นำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 41.0 หารายได้เสริม และร้อยละ 29.7 ปรับลดค่าใช้จ่าย
สนค.มองว่า น้ำท่วมจึงสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจได้พร้อมกัน 2 ด้าน คือ ภาวะอุปทานชะงักงัน หรือ Supply Shock จากผลผลิตและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าบางประเภท และภาวะรายได้ครัวเรือนลดลง หรือ Household Income Shock จากรายได้ที่ลดลงควบคู่กับรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น
นายนันทพงษ์กล่าวว่า บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ยังสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของอาหารสดต่อสถานการณ์น้ำท่วม โดยในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2554 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 4.03-4.19 ก่อนชะลอลงในเดือนธันวาคม ขณะที่สินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด ไข่ และเนื้อสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้น
“บทเรียนปี 2554 สะท้อนว่า น้ำท่วมส่งผลต่อราคาสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะอาหารสดที่ได้รับผลกระทบจากการผลิตและการขนส่ง แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากปัจจัยน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การรักษาระบบผลิตและกระจายสินค้าให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จึงมีส่วนสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคา” นายนันทพงษ์กล่าว
สำหรับระยะต่อไป สนค.จะติดตามขอบเขตพื้นที่ผลิตและพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ ความต่อเนื่องของการผลิตและการกระจายสินค้า รวมถึงการฟื้นตัวของรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งระดับราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชน
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ” ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปจำหน่าย ตั้งเป้าจัดกิจกรรมกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟู
“จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อราคาสินค้ายังอยู่ในวงจำกัด และ สนค. ประเมินว่ายังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อในภาพรวม โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 ที่ร้อยละ 1.8-2.2 โดยมีค่ากลางที่ร้อยละ 2.0
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านราคาสินค้า รายได้ และกำลังซื้อของครัวเรือน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเสนอแนวทางบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม” นายนันทพงษ์กล่าว
