SCB EIC ประเมินน้ำท่วมกระทบ 1.48 ครัวเรือน ฉุดเศรษฐกิจ 0.1%
SCB EIC คาดน้ำท่วม ก.ย.-ต.ค. กระเทือนแรงงานภาคบริการ แรงงานนอกระบบมากสุด ซ้ำเติมครัวเรือน-เอสเอ็มอีที่มีสภาพคล่องจำกัด ประเมินฉุดเศรษฐกิจไทย 0.1%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ได้ส่งผลต่อครัวเรือนไทยรวมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วง 16 ก.ย.-7 ต.ค. 2569 หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของครัวเรือนทั้งหมด
โดยในปัจจุบันยังมีครัวเรือนกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบอยู่ โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบสูงจะอยู่ใน กทม. และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและปทุมธานี รวมถึงจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และอยุธยา
สำหรับผลกระทบต่อแรงงาน คาดว่ามีจำนวนกว่า 1.69 ล้านคนได้รับผลกระทบ จากข้อจำกัดในการเดินทาง การหยุดกิจการชั่วคราว หรือการสูญเสียชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการและ กทม. ที่มีแรงงานถูกกระทบกว่า 4.45 และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ หรือประมาณ 2% ของคนทำงานทั้งหมดในประเทศ
โดยกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุดคือแรงงานในภาคบริการและแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวัน จากรายได้ที่หายไปทันที ส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทาง ที่อยู่อาศัย และการซ่อมแซมทรัพย์สินต้องเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คาดว่าจะกระทบต่อครัวเรือน แรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วมส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยโดยรวม ซึ่งผลกระทบของน้ำท่วมจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ลดลงในช่วง 0.05-0.1% ในกรณีฐาน มาจากรายได้ครัวเรือนลดลง การประกอบอาชีพและการเดินทางที่สะดุด รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน ส่วนการซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือภัยน้ำท่วมและการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน
แต่กรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าคาด จากฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือไหลแรงกว่าที่ประเมิน แต่ยังไม่ท่วมเข้าพื้นที่ภายในคันกันน้ำของ กทม. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 0.1-0.2% และอาจเพิ่มเป็น 0.15-0.25% หากเกิดน้ำท่วมพื้นที่เมืองภายในคันกั้นน้ำของ กทม. อีกครั้ง
ซึ่งผลกระทบจะน้อยกว่าเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2544 ซึ่งกระทบเศรษฐกิจไทยสูงถึง 3.5 ถึง 4% จากน้ำท่วมเข้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และภาคการผลิตสำคัญเป็นวงกว้างนานกว่า 5 เดือน แต่ความเสี่ยงจากน้ำท่วมรอบนี้อยู่ที่การซ้ำเติมครัวเรือนและเอสเอ็มอีที่มีสภาพคล่องจำกัด และมีความสามารถในการรองรับภาระรายจ่ายเพิ่มเติมได้ไม่มาก
ทางด้านภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.กำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง 2.การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน และ 3.ความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ ซึ่งในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ธุรกิจค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านอุปสงค์มากที่สุด จากข้อจำกัดในการเดินทางและการชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภค
ส่วนภาคการผลิตบางส่วนอาจเจอความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานและการส่งมอบสินค้า อีกทั้งหลายธุรกิจต้องเผชิญความเสียหายโดยตรง ต่ออาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง พื้นที่ประกอบกิจการ และพื้นที่เกษตร ซึ่งเพิ่มภาระในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และกลับมาเปิดดำเนินงาน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสำรองจำกัด
นอกจากนี้ หลังน้ำลดความเสี่ยงสำคัญจะเปลี่ยนไปสู่ความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ โดยบางธุรกิจอาจได้อานิสงส์จากความต้องการสินค้าจำเป็น วัสดุป้องกันน้ำท่วม เครื่องใช้ภายในบ้าน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความต้องการซื้อทดแทนและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย
รวมถึงลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Flood Resilience ซึ่งฟื้นตัวนี้อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจแต่ละกลุ่ม