รื้อใหญ่แผนน้ำท่วมทั่วประเทศ ขุดเจ้าพระยา 2 – เพิ่มแก้มลิงตะวันออก
สทนช.รื้อใหญ่แผนแม่บทบริหารน้ำ ดึงพยากรณ์อากาศร่วมถก พร้อมปรับพื้นที่ระบายน้ำ เชื่อมโยง ปภ.ป้อง กทม. เตือนฝนถล่มใต้ กรมชลฯเปิด 3 เมกะโปรเจ็กต์แก้ท่วมขุดเจ้าพระยา 2 กรมโยธาฯเร่งเพิ่มแก้มลิง ปรับผังเมือง กทม. ผุดถนนขนาบคลอง ยาวจากคลองหกวาสายล่าง จรดลาดกระบัง ทุ่ม 4.3 หมื่นล้าน สกัดน้ำฝั่งตะวันออก

สทนช.รื้อใหญ่แผนบริหารน้ำ
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สทนช.อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ เพื่อปรับแนวทางรับมือสถานการณ์น้ำท่วมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะน้ำท่วมจากฝนตกหนักในพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากน้ำท่าที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ โดยจะนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาพิจารณาร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ทั้งพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง การเพิ่มประสิทธิภาพทางระบายน้ำ และการประเมินความสามารถในการรองรับน้ำของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันจะต้องเชื่อมโยงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้สอดคล้องกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมของ สทนช. โดยให้ความสำคัญกับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นายไพฑูรย์กล่าวว่า การจัดทำแผนแม่บทจะครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ แต่พื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนคือ กรุงเทพมหานคร โดยจะต้องร่วมวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพการรองรับน้ำของพื้นที่ รวมถึงพิจารณาความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบ ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปทุมธานี ส่วนแนวทางพัฒนาแก้มลิง จำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน เนื่องจากบางพื้นที่มีข้อจำกัดในการจัดการ จึงไม่สามารถกำหนดให้มีแก้มลิงได้ทุกจุด
ระยะสั้นเน้น “แผนเผชิญเหตุ”
อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทต้องใช้เวลา เพราะ สทนช.จะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และส่วนราชการที่รับผิดชอบโครงการด้านน้ำ ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาต่อไป ดังนั้น ในระยะสั้น สทนช.จะให้ความสำคัญกับการจัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นลำดับแรก เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถรับมือสถานการณ์น้ำท่วมได้ทันที ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการแก้ไขปัญหาระยะยาวจะต้องดำเนินการตามกระบวนการจัดทำแผนต่อไป
“ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย ยกเว้นพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ที่ยังต้องเร่งสูบและระบายน้ำ ส่วนพื้นที่ กทม. แนวโน้มปริมาณฝนเริ่มลดลง และยังไม่พบความเสี่ยงจากมวลน้ำเหนือที่จะไหลมาเพิ่ม อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อจากนี้ คือ ภาคใต้ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 9-12 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมไว้”
เปิด 3 โปรเจ็กต์แก้น้ำเจ้าพระยา
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาวจำเป็นต้องปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากระบบเดิมมีข้อจำกัดในการรองรับปริมาณน้ำท่าจำนวนมาก โดยเฉพาะหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากในระดับใกล้เคียงกับปี 2554 ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสูงเกินขีดความสามารถของโครงสร้างที่มีอยู่
ทั้งนี้ กรมชลประทานมีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ โครงการชัยนาท-ป่าสัก โครงการบางบาล-บางไทร เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโครงการปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก อาทิ คลอง 12 คลอง 13 และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อรองรับและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่
สำหรับความคืบหน้าโครงการบางบาล-บางไทร ขณะนี้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2572 ขณะที่โครงการชัยนาท-ป่าสัก มีงบประมาณรองรับในช่วงต้นปี 2570 เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแผน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่โครงการต่าง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จ กรมชลประทานจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะช่วงที่มีปริมาณน้ำเหนือไหลลงมามากกว่าความสามารถในการรองรับของระบบระบายน้ำ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการบริหารจัดการน้ำและการใช้โครงสร้างที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เวนคืน 5 จังหวัดผุดเจ้าพระยา 2
รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลมีแผนจะก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากจากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ขยายคลองเดิมจากชัยนาท-ป่าสัก และสร้างคลองใหม่ ความกว้าง 170 เมตร ระยะทาง 135 กม. จากป่าสัก-อ่าวไทย แนวเส้นทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 52 กม. ผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ปทุมธานี นครนายก สมุทรปราการ มีเวนคืนที่ดิน 16,208 ไร่ บ้านเรือน 2,600 ครัวเรือน ค่าเวนคืน 21,794 ล้านบาท จะเริ่มต้นในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี เสร็จสิ้นในปี 2577
กรมโยธาฯ เร่งถกหาพื้นที่แก้มลิง
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมรับโจทย์จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้หาพื้นที่แก้มลิงรอบนอกกรุงเทพฯ เพิ่มเติม โดยจะหารือกับกรมชลประทาน และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อดูพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพราะบางพื้นที่อาจกระทบประชาชน ซึ่งกรมชลประทานจะรู้เส้นทางน้ำ ขณะที่ กทม.กำลังปรับปรุงผังเมืองรวมฉบับใหม่อยู่ระหว่างปิดประกาศ 90 วัน ต้องดูว่าจะมีคนคัดค้านหรือไม่ อย่างไรก็ดี กรมยังไม่เคยศึกษาเรื่องแก้มลิงมาก่อน แต่เมื่อสภาพอากาศ ยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ต้องปรับโดยโฟกัสเรื่องน้ำเป็นหลัก
กทม.คงฟลัดเวย์ตะวันออก 3 หมื่นไร่
นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. กล่าวว่า ผังเมืองใหม่ที่อยู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น 90 วันถึงวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ หลัก ๆ ลดพื้นที่สีขาวทแยงเขียวที่ดินอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมฝั่งตะวันออกจาก 9 หมื่นไร่ เหลือ 3 หมื่นไร่ ปรับบางส่วนเป็นสีเขียวชนบทและเกษตรกรรม สร้างบ้านจัดสรรได้ 100 ตร.ว. บางจุดปรับเป็นสีเหลือง เช่น ลาดกระบัง ร่มเกล้า หลังพื้นที่เปลี่ยนแปลงมากจากโครงข่ายมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า และเป็นพื้นที่รอยต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนฝั่งตะวันตกเลิกพื้นที่สีขาวทแยงเขียว 4 หมื่นไร่ทั้งหมด เพราะมีรถไฟฟ้าหลายสายและมอเตอร์เวย์ M82
“การปรับผังเมืองใหม่ในครั้งนี้จะมีแผนผังแสดงน้ำด้วย แสดงรายละเอียดการปรับปรุงคลองระบายน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ แก้มลิง และพื้นที่ฟลัดเวย์ โดยฝั่งตะวันออกเนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำหลากยังคงพื้นที่ฟลัดเวย์ไว้ 3 หมื่นไร่ จะทำหน้าที่ร่วมกับการปรับปรุงระบบคลองต่าง ๆ”
ผุดถนน-คลองระบายน้ำสายใหม่
นายอาสากล่าวว่า อนาคต กทม.มีแผนจะก่อสร้างถนนสายใหม่ที่มีคลองระบายน้ำอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยถนนขนาด 16 เมตร คล้ายกับถนนรังสิต-องครักษ์ ที่สามารถใช้ได้ทั้งสัญจรและระบายน้ำ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนผังคมนาคมในผังเมืองใหม่แล้ว แนวเส้นทางเริ่มจากคลองหกวาสายล่าง พื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ กับปทุมธานี ลากลงมาสุดเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ย่านลาดกระบัง
“ส่วนพื้นที่แก้มลิงในผังเมืองใหม่จะใส่เฉพาะโครงการที่มีความชัดเจนมี 121 แห่ง ส่วนแก้มลิงคลองคู้บอนและคลองบางชันนั้นไม่ได้นำมาใส่ เพราะโครงการยังไม่นิ่งและขั้นตอนผังเมืองเดินหน้ามาไกลแล้ว หากจะใส่เพิ่มก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ อย่างไรก็ตามเราให้โบนัสสำหรับผู้ประกอบการบ้านจัดสรร หากทำบ่อหน่วงน้ำในโครงการจะได้โบนัสการก่อสร้างเพิ่ม 20%”
ทบทวนแผนน้ำรับฝน 300 มม.
นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า จากน้ำท่วมปี 2569 เกิดฝนตกหนักแช่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 48 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 25-26 กันยายน มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 300 มิลลิเมตร เกินจากระบบป้องกันน้ำท่วมที่ กทม.ออกแบบรับได้เพียง 60 มิลลิเมตร เป็นโจทย์ใหม่ให้ กทม.ต้องกลับมาทบทวนระบบป้องกันน้ำท่วมทั้งหมด โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกที่น้ำท่วมหนัก จุดอ่อนคือ น้ำค้างในทุ่งเยอะ ระบายออกคลองช้า แก้มลิงไม่เพียงพอ ต้องสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ จะช่วยพื้นที่เขตประเวศ ลาดกระบัง อยู่ระหว่างคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง วงเงิน 9,500 กว่าล้านบาท ขณะที่ฝั่งตะวันตกและใจกลางเมืองอยู่ใกล้คลองสายหลักอย่างคลองแสนแสบ และแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้น้ำไม่ท่วม”
นายเจษฎากล่าวว่า ตามแผนป้องกันน้ำท่วมโดยภาพรวม กทม.จะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 13 แห่ง ปัจจุบันเดินเครื่องแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์คลองเปรมประชากร, อุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสัน, อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว, อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ และอุโมงค์บึงหนองบอน
สร้างอุโมงค์เพิ่ม 8 แห่ง
นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้าง 8 แห่ง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 แห่ง และขอจัดสรรงบประมาณ 3 แห่ง แบ่งเป็นฝั่งตะวันออก 6 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร, อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ, ส่วนต่อขยายอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ, อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองพระโขนง, อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่, อุโมงค์ถนนพิษณุโลก สำหรับฝั่งตะวันตกมี 2 แห่ง คือ อุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนา และอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี จากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และต้องขยายคลอง 4 สายหลัก ได้แก่ คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร และคลองลาดกระบัง
ทุ่ม 4.3 หมื่นล้านป้องฝั่งตะวันออก
นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG กล่าวว่า บริษัทได้ศึกษาแผนป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้ กทม. โดยเป็นแผนดำเนินการ 10 ปี ใช้งบประมาณลงทุน 43,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งานปรับปรุงและก่อสร้างอาคารชลศาสตร์ในพื้นที่บริหารจัดการน้ำ 12 แห่ง วงเงินกว่า 5,134 ล้านบาท งานปรับปรุงคลองสายหลักโดยก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพร้อมขุดลอก วงเงิน 28,604 ล้านบาท และก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำส่วนขยายบึงหนองบอน วงเงิน 9,561 ล้านบาท ระบายน้ำสูงสุด 60 ลบ.ม.ต่อวินาที