ตะวันออกกลางสะเทือน! สนามบินริยาดถูกโจมตี ‘ซาอุฯ-สหรัฐฯ’ ลั่น พร้อมตอบโต้กลุ่มฮูตี
เกิดเหตุโจมตีทางอากาศถล่มท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ซึ่งรวมถึงพลเรือนชาวซาอุฯ และพลเมืองสหรัฐฯ พร้อมผู้บาดเจ็บอีกกว่า 300 ราย เป็นเหตุโจมตีที่นองเลือดที่สุดในราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่กองกำลังผสมนำโดยซาอุฯประณามกบฏฮูตีว่าก่ออาชญากรรมสงคราม ‘ทรัมป์’ เล็งผนึกกำลังซาอุฯ เปิดฉากตอบโต้ ท่ามกลางการสั่งระงับเที่ยวบินและคำเตือนภัยจากนานาชาติ
บีบีซี (BBC) ระบุว่า หน่วยงานท้องถิ่นซาอุดีอาระเบียเปิดเผย เกิดเหตุโจมตีสนามบินในกรุงริยาด เมืองหลวงของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 309 ราย
สำนักงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียระบุว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมด ประกอบด้วยชาวซาอุดีอาระเบีย 4 ราย, ชาวบังกลาเทศ 2 ราย และพลเมืองจากสหรัฐอเมริกา, จอร์แดน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 ราย โดยภายหลังเกิดเหตุ ทางการซาอุดีอาระเบียได้สั่งระงับการดำเนินงานและให้บริการทั้งหมดภายในท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ทันที
หลังเกิดเหตุ กองกำลังพันธมิตรทางการทหารนำโดยซาอุดีอาระเบียได้ออกมายืนยันและประกาศกร้าวว่าจะดำเนินการตอบโต้การโจมตีครั้งนี้อย่างแน่นอน โดยได้ระบุว่า กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมประณามการกระทำดังกล่าวว่าเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม”
ขณะที่ทางฝั่งกลุ่มฮูตีได้ออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า พวกตนอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและเครื่องบินได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการต่อเหตุโจมตีระลอกใหม่
การสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันมานี้ โดยเหตุโจมตีในวันเสาร์นับเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจากการโจมตีสนามบินในกรุงริยาดแล้ว กองกำลังผสมฯ ยังรายงานเพิ่มเติมว่า มีขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดตกในบริเวณใกล้เคียงกับท่าอากาศยานนานาชาติกษัตริย์ฟาฮัด ในเมืองดัมมาม ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียในวันเดียวกันอีกด้วย
เหตุการณ์นองเลือดในวันเสาร์เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากทางการซาอุฯ เพิ่งรายงานว่ามีชาวซาอุดีอาระเบีย 3 ราย ซึ่งรวมถึงนักบิน 1 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีสนามบินโดยกลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังเมื่อวันก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีที่พุ่งเป้าไปยังสนามบินสองแห่งของซาอุฯ ในช่วงวันที่ 6 และ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา
ความวุ่นวายในสนามบิน เหยื่อเจ็บสาหัสพุ่งนับร้อย
แถลงการณ์จากสำนักงานการบินพลเรือนซาอุดีอาระเบียในวันเสาร์ ระบุว่า ผู้บาดเจ็บจำนวนมากยังคงมี “อาการสาหัสขั้นวิกฤต” และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่สนามบินอย่างละเอียด
ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งซึ่งอยู่ในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เล่าถึงวินาทีชีวิตแก่สำนักข่าวว่า เขาเห็นประตูขึ้นเครื่อง (Gate) หมายเลข 401 ถูกโจมตีเข้าอย่างจัง และเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บนอนล้มลงต่อหน้าต่อตา โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล “ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด” ขณะเดียวกัน รอยเตอร์ (Reuters) อ้างอิงผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่ว่า รถพยาบาลมากกว่า 12 คัน ต่างเปิดไซเรนเร่งเดินทางไปยังสนามบินอย่างต่อเนื่อง
พลเรือตรี ตูร์กี อัล-มาลิกิ (Maj Gen Turki al-Maliki) โฆษกกองกำลังผสมนำโดยซาอุดีอาระเบีย แถลงในเวลาต่อมาว่า การโจมตีที่เกิดขึ้น ณ อาคารผู้โดยสารแห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งในกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นพลเรือนและเจ้าหน้าที่ประจำสนามบิน พร้อมกับย้ำว่านี่คือ
“การก่ออาชญากรรมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ”
‘ทรัมป์-รูบิโอ’ ประณาม สหรัฐฯแย้มพร้อมร่วมทัพ
ทางด้าน มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาประณามเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียครั้งล่าสุดอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีพลเมืองชาวอเมริกัน 1 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในครั้งนี้ด้วย
ต่อมาเมื่อผู้สื่อข่าวถามประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ว่า สหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการเปิดฉากโจมตีตอบโต้กลุ่มฮูตีหรือไม่ ผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า
เราอาจจะเข้าร่วม กำลังมีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ทางเราพึ่งได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับเหตุโจมตีล่าสุด ดังนั้นเราจะทำการตัดสินใจ และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่สุด”
ขณะเดียวกัน ฮานส์ กรุนด์เบิร์ก (Hans Grundberg) ทูตพิเศษสหประชาชาติ (UN) ประจำเยเมน ได้ออกมาระบุเตือนว่า เหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียระลอกล่าสุดนี้ “เป็นตัวแทนของการยกระดับความรุนแรงที่อันตรายอย่างยิ่ง” และ “เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงในภูมิภาค” นอกจากนี้ ประเทศอียิปต์ ปาเลสไตน์ และกาตาร์ ต่างก็ได้พร้อมใจกันออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
สั่งยกเลิกเที่ยวบิน นานาประเทศเตือนภัยพลเรือน
ผลกระทบจากเหตุโจมตีดังกล่าว ส่งผลให้สถานทูตของประเทศตะวันตกหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจากพื้นที่สนามบินริยาด โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ได้แจ้งเตือนชาวอังกฤษให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว “จนกว่าสนามบินจะมีความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์”
ในฝั่งของอุตสาหกรรมการบิน สายการบินหลายแห่งในภูมิภาคอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย ต่างประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งไปและกลับจากกรุงริยาด โดยสายการบินคูเวตแอร์เวย์ส (Kuwait Airways) ระบุเหตุผลถึง “สถานการณ์ด้านความปลอดภัย” ในพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลจาก Flightradar ระบบติดตามเที่ยวบินระดับโลก เผยว่า เที่ยวบินทั้งหมดที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงริยาด ถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางการบินหรือยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดแล้ว
ย้อนรอยชนวนเหตุ จากศึกเยเมนสู่การปิดล้อมทางทะเล
กลุ่มฮูตีระบุว่า เป้าหมายในการโจมตีซาอุดีอาระเบีย คือการตอบโต้ที่ซาอุฯ ให้การสนับสนุนกองกำลังรัฐบาลเยเมนในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานาน โดยความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงและย่ำแย่ลง หลังจากกลุ่มฮูตีเปิดการบุกโจมตีอย่างรวดเร็วและสามารถยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลแดงเอาไว้ได้
พื้นที่ดังกล่าวรวมถึงท่าเรือโมคา (Mokha) บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab Strait) ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของทะเลแดงและเป็นจุดคอขวดสำคัญของการขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลก แม้ว่าต่อมากองกำลังฝั่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมนจะออกมาประกาศว่าพวกตนสามารถ “ตรึงกำลังและคุ้มกัน” ความปลอดภัยบริเวณช่องแคบทางตอนใต้ของทะเลแดงไว้ได้แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ กองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2015 หลังจากชาติต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาหรับได้ผนึกกำลังกัน เพื่อยับยั้งไม่ให้กลุ่มฮูตีเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศเยเมนไปจากรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
แม้ว่าในปี 2022 จะเคยมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว หลังจากผ่านพ้นการโจมตีทางอากาศและการสู้รบบนบกมายาวนานหลายปี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลกก็ตาม แต่ข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าวได้เริ่มพังทลายลงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ชนวนเหตุระลอกใหม่เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มฮูตีประกาศมาตรการ “ปิดล้อมทางทะเล” (Maritime Embargo) ต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมเริ่มเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่สนามบิน คลังน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ ในทะเลแดง โดยกลุ่มฮูตีอ้างว่าเป็นการแก้แค้นมาตรการปิดล้อมของซาอุฯ ที่ดำเนินมาหลายปี รวมถึงเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีทางอากาศใส่สนามบินในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี