เปิดแผนเปลี่ยนผ่านลำปาง ดันเศรษฐกิจสีเขียว พลิกวิกฤตแม่เมาะ
เมื่อเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหญ่ที่สุดของจังหวัดลำปางคือ “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” ลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่ง ทำให้ทุกภาคส่วนในลำปางต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึง “ทางรอด” ในวันข้างหน้า
แผนขับเคลื่อน “Lampang Energy Transition” จึงเกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ในการรีดีไซน์เมืองสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “พีระรักษ์ พิชญกุล” ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง โดยเจาะลึกเบื้องหลังยุทธศาสตร์การปรับตัวครั้งประวัติศาสตร์ ว่าลำปางจะก้าวข้ามหลุมสุญญากาศทางเศรษฐกิจ และพลิกโฉมตัวเองไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร
แก้โจทย์ ศก. 7 พันล้านฟุบ
นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง เล่าว่า ตลอด 30 – 40 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดลำปางผูกโยงอยู่กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะมาโดยตลอด ทั้งส่วนของเหมืองและโรงไฟฟ้า ในช่วงที่เติบโตสูงสุด กฟผ. แม่เมาะ เคยสร้างมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนถึง 22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)
ทว่าในปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวทยอยลดลง เนื่องจากต้องลดกำลังการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินจาก 2 เหตุผลหลัก คือ ไทยกำลังก้าวสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำตามแผนพลังงานชาติ และปริมาณถ่านหินที่มีการปรับลดตามแผนอยู่แล้ว
ในช่วง 7 – 8 ปีที่ผ่านมา กฟผ. เริ่มรับพนักงานประจำเป็นจำนวนน้อยลง และปรับไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบสัญญาจ้าง Outsource หรือ Contact แทน ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดชะลอตัวลงโดยที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกตเห็น
จนกระทั่งปี 2569 ถือเป็นปี D-Day ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจะลดลงจาก 2,400 เมกะวัตต์ เหลือ 1,200 เมกะวัตต์ การลดลงอย่างก้าวกระโดดนี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานสูงถึง 4 หมื่นคน ซึ่งนอกจากพนักงาน กฟผ. โดยตรงประมาณ 9 พันคนแล้ว ยังรวมถึงผู้รับเหมา อัตราจ้าง และธุรกิจท้องถิ่นที่เกี่ยวเนื่อง
หากไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่มาทดแทน ความเสี่ยงด้านการจ้างงานนี้อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี หรือคิดเป็น 17.5% ของ GPP จังหวัดเลยทีเดียว เฉพาะในปี 2569 ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนหายไปจากระบบเศรษฐกิจของลำปางราว 5-7 พันล้านบาท
ดังนั้น หอการค้าฯ จึงต้องลุกขึ้นมาเปิดบ้านหารือกับ กฟผ. เพื่อร่วมกันหาแนวทางเติมหลุมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่นี้ เพราะลําปางไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคเกษตรกรรม หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมอย่างเซรามิก ไม้ หรือครั่ง ซึ่งอยู่ในช่วงชะลอตัวได้อีกต่อไป
จากถ่านหิน สู่ฮับพลังงานสะอาด
นายพีระรักษ์กล่าวต่อว่า กฟผ. ไม่ได้ยกเลิกการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่แม่เมาะ เนื่องจากมีการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้า (Grid) ไว้มหาศาล และลำปางยังคงเป็นฮับส่งจ่ายไฟฟ้าที่คุ้มค่า แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไฟฟ้าไปสู่พลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ หรือพลังงานลม ตามนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องตระหนักคือ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดใช้กำลังคนในการดูแลน้อยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมาก หอการค้าฯ จึงมองเห็นโอกาสใหม่ โดยการใช้ “พลังงานสะอาด” เป็นแม่เหล็กดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่จากบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะฝั่งยุโรปหรือญี่ปุ่น
ผ่ายุทธศาสตร์ Just Transition
นายพีระรักษ์กล่าวว่า หอการค้าฯ ได้ร่วมมือกับ GIZ (องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี), UN ESCAP, กฟผ. และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยปัญหาสำคัญคือ ลำปางมีการรวมพลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ (Bottom-up) อย่างเข้มแข็ง แต่ยังขาดการเชื่อมโยงไปถึงนโยบายระดับชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ความร่วมมือดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ “Lampang Transition” บนพื้นฐานของหลักการการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) หมายถึงการเปลี่ยนผ่านการใช้ถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด ที่เน้นการยกระดับและพัฒนาทักษะกลุ่มแรงงาน 4 หมื่นคนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสีเขียวใหม่ ขณะเดียวกันเมืองและชุมชนต้องได้ประโยชน์และเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกัน
ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล เมื่อเดือน เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนจังหวัดลำปางได้รับการเชิญเข้าร่วมการประชุม IKI (International Climate Initiative) ที่ประเทศเยอรมนี เพื่อนำเสนอสถานการณ์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และในวันที่ 4 กันยายน 2569 คณะผู้แทนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม พลังงาน และนิวเคลียร์ ประเทศเยอรมนี ในนาม GIZ เดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อร่วมผลักดันแผนงานให้เป็นรูปธรรม
พลวัตใหม่บนผืนดินแม่เมาะ
นายพีระรักษ์กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายรูปธรรมที่หอการค้าจังหวัดลำปางต้องการให้เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนมุมมองของภาครัฐและนักลงทุน ให้มองลำปางเป็นพื้นที่แห่งโอกาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ดังนี้
1.การใช้ประโยชน์จากพื้นที่กว้างใหญ่ของ กฟผ. แม่เมาะกว่า 9 หมื่นไร่ ปัจจุบันใช้ในกิจการเหมืองและโรงไฟฟ้าเพียงประมาณ 1.8 หมื่นไร่ พื้นที่ที่เหลือจึงเปรียบเสมือน “กระดาษเปล่า” ที่สามารถนำมาพัฒนาเป็น เขตนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว, Digital Valley, Innovation Valley หรือแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่จากการฟื้นฟูเหมือง
2.การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ด้วย กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจหลักคือ การผลิตไฟฟ้า ไม่สามารถจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้เอง จึงต้องมีการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งคืนพื้นที่บางส่วนให้แก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการและสร้างพื้นที่การลงทุนใหม่
3.ศูนย์กลางการขนส่งของภาคเหนือ โดยศักยภาพของจังหวัดลำปางเป็น Center of Gravity ภาคเหนือตอนบน มีความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ และในอนาคตตามแผนของกรมราง จะมีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างสายเด่นชัย-เชียงใหม่ และเด่นชัย-เชียงของ ตัดผ่านพื้นที่แม่เมาะโดยตรง
เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ด้านแผนการเปลี่ยนผ่านกำหนดทิศทางการพัฒนาไว้ 5 เสาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด, อุตสาหกรรมสีเขียว, เศรษฐกิจนวัตกรรม, คนและทักษะ และธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเดินไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงานคุณภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้านพลังงานจะต่อยอดทั้งพลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานชีวมวล, ระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนระบบส่งไฟฟ้า (Grid) และระบบไมโครกริด (Microgrid)
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีแนวคิดพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์พื้นที่แม่เมาะ ระบบโลจิสติกส์สีเขียวและระบบราง ส่วนเศรษฐกิจฐานใหม่จะมุ่งสนับสนุน SMEs และ Startup รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรและสินค้าเกษตร
ขณะที่ด้านแรงงานมีแนวทางจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีพสีเขียว จัดทำแผนกำลังคนระดับจังหวัด และสร้างความร่วมมือเพื่อ Reskill / Upskill แรงงาน ส่วนด้านระบบบริหารจะพัฒนากลไก Just Transition ระดับจังหวัด ระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) มาตรฐานสีเขียว ระบบแบ่งปันประโยชน์แก่ชุมชน และแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform)
6 เรือธง เกษตรมูลค่าสูง
นายพีระรักษ์กล่าวด้วยว่า โครงการเรือธงสำหรับการเปลี่ยนแนวคิดไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจจริง 6 กลุ่ม ประกอบด้วย โครงการ Solar Farm ของ กฟผ.และชุมชน, Biomass Co-firing, Biomass Cluster, Lampang Green Industrial District, การพัฒนาพืชมูลค่าสูง เช่น การต่อยอด Leonardite สู่ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดินและ Humic สำหรับภาคเกษตร ประเมินศักยภาพการผลิตในระดับชุมชนไว้ 1 หมื่นตัน/ปี การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ทิ้งฐานทรัพยากรเดิม แต่พยายามเปลี่ยนให้กลายเป็นห่วงโซ่มูลค่าใหม่
ปั้น Lampang Connext
ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด นายพีระรักษ์บอกว่า อยู่ระหว่างเตรียมจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาลำปางเพื่อความยั่งยืน (Lampang Connext) ซึ่งถูกวางบทบาทเป็น Local Platform เชื่อมภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Partnership – Project – Investment และ Local Impact รวมทั้งทำหน้าที่เชื่อมโครงการที่มีศักยภาพกับนักลงทุนและสถาบันการเงิน
ขณะเดียวกันได้ถูกออกแบบเพื่อแก้คอขวด 5 ด้าน ตั้งแต่กฎระเบียบและนโยบาย แรงจูงใจและการลดความเสี่ยงด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและระบบ MRV ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะการทำให้โครงการของ SMEs และโครงการสีเขียวในพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับธนาคาร นักลงทุน การเงินเพื่อการพัฒนา และกองทุนสีเขียวได้จริง
การขับเคลื่อน Lampang Energy Transition ครั้งนี้ จึงเป็นการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมใหม่ พร้อมส่งต่อเมืองลำปางที่โตด้วยพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในอนาคต