ยามาฮ่ารุกตลาดธุรกิจทางน้ำ บุกฟรีตเครื่องเรือชูเซอร์วิสชิงส่วนแบ่ง
ยามาฮ่า มารีน เดินหน้าเจาะตลาดฟลีตเครื่องเรือ หวังชิ้นเค้กมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เดินหน้าเพิ่มความแข็งแกร่ง จับมืออู่ต่อเรือ “ซีทโบ๊ต” ลุยตลาด พร้อมอ้อนรัฐบาลเข้ามาดูแล ปกป้องผู้ประกอบการไทย หลังเปิดช่อง ภาษีนำเข้าเรือ 0% ส่งผลให้เรือมือสองทะลักตลาด
นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (YAMAHA) เปิดเผยว่า บริษัทได้เดินหน้าขยายธุรกิจยานยนต์ทางน้ำในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดเครื่องยนต์เรือ เพราะถือเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพค่อนข้างสูง โดยเฉพาะยามาฮ่าถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดและอันดับหนึ่งของโลก ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด
ไม่น้อยกว่า 31%
สำหรับประเทศไทยตลาดดังกล่าวมีความต้องการไม่น้อยกว่า 2,000 เครื่อง หรือมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ยามาฮ่าสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 35% หรือคิดเป็นมูลค่าราว ๆ 350 ล้านบาท ซึ่งรวมทั้งเครื่องยนต์ติดท้ายเรือและเวฟรันเนอร์ จากปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาด 4 ราย ทั้งจากญี่ปุ่น และอเมริกา
สำหรับธุรกิจยานยนต์ทางน้ำปัจจุบันยามาฮ่ามีตัวแทนจำหน่าย 2 ราย หลัก ๆ คือ บริษัท วัชรมารีน จำกัด ซึ่งดูแลรับผิดชอบในส่วนของพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ภูเก็ต และบริษัท ประดิษฐ์พงศ์มอเตอร์ จำกัด ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อดูแลและให้บริการกับลูกค้าทั่วไป
จากนโยบายของบริษัทที่มุ่งเดินหน้าขยายตลาดมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปจับกลุ่มราชการ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน หรือตลาดฟลีต บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรอีกรายที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาเสริมกำลัง ทำตลาดยามาฮ่า มารีน ให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น คือ บริษัท ซีทโบ๊ต จำกัด (SEAT GROUP) ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน
โดยสามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเรือ การต่อเรือ การบริการหลังการขาย โดยมีกลุ่มลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งยามาฮ่าเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ธุรกิจยานยนต์ทางน้ำของยามาฮ่าในประเทศไทยมีความแข็งแรง และดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
นายพงศธรเชื่อว่า จากความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ยามาฮ่าสามารถขยายพอร์ตธุรกิจฟลีตยานยนต์ทางน้ำ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 10% ให้เติบโตมาอยู่ที่ระดับ 70-80% ได้ไม่ยาก และยามาฮ่ามีรายได้จากธุรกิจการผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์อยู่ 30,000 ล้านบาท และธุรกิจยานยนต์ทางน้ำอีกราว ๆ 300 ล้านบาท
ทั้งนี้เชื่อว่าการเข้ามาเติมเต็มของซีทโบ๊ตจะส่งเสริมให้ยามาฮ่ามียอดจำหน่ายเครื่องเรือจากปีละ 600-700 เครื่อง เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 100-150 เครื่องในอนาคต
ด้านนางสาวเรืองรัตน์ เบญจฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีทโบ๊ต จำกัด (SEAT GROUP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทให้บริการครอบคลุมในส่วนของธุรกิจอู่ต่อเรือ ตั้งแต่การออกแบบ การต่อเรือ ไปจนถึงบริการหลังการขาย ตั้งแต่ต้นน้ำรับออกแบบ ถึงปลายน้ำต่อเรือ ส่งมอบ
ลูกค้ามีทั้งกลุ่มราชการ องค์กร และนำไปใช้ส่วนตัว และมีส่งออกไปหลาย ๆ ประเทศ ด้วยศักยภาพการต่อเรือได้ปีละ 100 ลำ ถือเป็นธุรกิจต่อเรืออันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมีเรือมากกว่า 11 ประเภท จากโรงงาน 2 แห่ง และศูนย์บริการอีก 6 แห่ง
ปัจจุบันธุรกิจต่อเรือนั้นได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยบริษัท มีความเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจนี้มากว่า 70 ปี โดยสิ่งสำคัญที่บริษัทมุ่งเน้นเป็นนโยบายตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน คือ มาตรฐานการให้บริการครบด้านทั้งงานขาย และบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานบริการหลังการขาย ที่บริษัทจะต้องออกไปให้บริการลูกค้าในทุก ๆ 100 ชั่วโมงของการใช้งาน
ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ในการปรับปรุงโชว์รูมและศูนย์บริการ Yamaha Marin สาขาพัทยา และลงทุนอีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเตรียมสต๊อกอะไหล่ไว้คอยบริการลูกค้า
“เราต้องบอกว่าความร่วมมือครั้งนี้ถือว่าซีทโบ๊ตเหมือนเราตามหาแฝดจนเจอ เป็นการจับคู่ธุรกิจได้อย่างลงตัว และถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจ โดยพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของยามาฮ่ามาส่งมอบโซลูชั่นทางน้ำที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครบวงจร เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค”
นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีทโบ๊ต จำกัด ยังได้ฝากไปถึงรัฐบาลว่า หลังจากที่รัฐบาลไทยเปิดพื้นที่ให้กับธุรกิจนำเข้าเรือจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วยภาษี 0% ส่งผลให้ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีการนำเข้าเรือที่ผ่านการใช้งานแล้ว หรือเรือมือสอง จากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดผู้ประกอบการอู่ต่อเรือไทยที่มีความตั้งใจพัฒนาสินค้า และการดำเนินธุรกิจ
ตรงนี้หากเป็นไปได้อยากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เพื่อซัพพอร์ตกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มีความตั้งใจจริง
และที่สำคัญผู้บริโภค ผู้ใช้เรือจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสมด้วย