เมื่อวิถีการเดินทางเปลี่ยน “เรือด่วนเจ้าพระยา” ปรับตัวรับการสัญจรยุคใหม่
จากภาพการสัญจรบนแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเต็มไปด้วยผู้โดยสารซึ่งใช้เรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน วันนี้วิถีการเดินทางของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ “เรือด่วนเจ้าพระยา” ยังคงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในระบบการเดินทางทางน้ำ แม้จำนวนผู้โดยสารจะลดลงกว่าครึ่งจากอดีต
สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ในฐานะประธานการจัดงาน Interferry 2026 เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เดิมบริษัทเคยมีผู้ใช้บริการประมาณ 30,000–40,000 คนต่อวัน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 15,000–20,000 คนต่อวัน หรือลดลงประมาณ 50% โดยมีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อก่อนริมแม่น้ำเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการและโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งผู้โดยสารประจำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงโรงเรียนโยธินบูรณะและตั้งตรงจิตร
เมื่อหน่วยงานเหล่านี้ย้ายออกไปยังศูนย์ราชการนนทบุรี พื้นที่ริมแม่น้ำก็เปลี่ยนบทบาท จากพื้นที่ของการทำงานและการศึกษา กลายเป็นพื้นที่ของโรงแรมและห้างสรรพสินค้า เช่น ไอคอนสยาม เอเชียทีค ยอดพิมาน และท่ามหาราช รวมถึงโรงแรมขนาดใหญ่ เช่น โรงแรมโฟร์ซีซั่น
การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ริมแม่น้ำจึงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีคนใช้เรือ จากเดิมที่การเดินทางทางน้ำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งการไปทำงานและไปเรียน วันนี้ความต้องการเดินทางเปลี่ยนไปสู่การเดินทางเพื่อท่องเที่ยวมากขึ้น
ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ทางเลือกในการเดินทางของผู้คนหลากหลายขึ้น ทั้งรถไฟฟ้า BTS, MRT และทางด่วน ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางได้รวดเร็วและถึงจุดหมายโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องต่อการเดินทาง ทำให้การใช้บริการเรือมีความสะดวกน้อยลงเมื่อเทียบกับรูปแบบการเดินทางอื่น
อีกปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมการเดินทางและการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป การย้ายที่อยู่อาศัย การย้ายที่ทำงานจากกรุงเทพฯ กลับไปยังภูมิลำเนา รวมถึงการทำงานแบบ Work From Home ที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลต่อจำนวนผู้ใช้บริการเรืออย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้โดยสารจะลดลงถึง 50% แต่เรือด่วนเจ้าพระยายังคงมีผู้ใช้บริการและสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยคุณสมบัติที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งความรวดเร็วและตรงต่อเวลา ซึ่งทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของระยะเวลาเดินทางจากปัญหาการจราจร
อีกสิ่งหนึ่งคือความปลอดภัย โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุทางเรือแทบเป็นศูนย์ รวมถึงค่าโดยสารที่เหมาะสมและอยู่ในระดับที่ผู้โดยสารรับได้ ภายใต้หลักการ “ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” ที่บริษัทถือปฏิบัติมาโดยตลอด จนยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและครองตลาดได้ถึง 70% แม้จะมีคู่แข่งเข้ามา
ท่ามกลางวิถีการเดินทางที่เปลี่ยนไป บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนารูปแบบการให้บริการ โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาเรือรุ่นใหม่ที่ใช้ตัวเรือเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งมีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงกว่าเรือไม้ ขณะเดียวกันยังมีน้ำหนักเบาและใช้พลังงานน้อยลง พร้อมออกแบบให้สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นภายใต้ความปลอดภัย และเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร
นอกจากการพัฒนาเรือของตัวเองแล้ว บริษัท ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการสร้างเรือ ซ่อมเรือ และรับจ้างขับเรือ เช่น การเดินเรือไฟฟ้าในคลองแสนแสบส่วนต่อขยายวัดศรีบุญเรือง-มีนบุรี ของกรุงเทพมหานคร

เพราะแม้จำนวนคนใช้เรือในเส้นทางเดิมจะลดลง แต่การเดินทางทางน้ำยังมีพื้นที่ให้พัฒนาในรูปแบบอื่น บริษัทจึงมองถึงโอกาสในการเดินเรือไปต่างจังหวัดหรือไปสู่ทะเล รวมถึงการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการขับเรือ ซ่อมเรือ และสร้างเรือให้กับผู้อื่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
จากเรือที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนริมแม่น้ำ สู่วันที่วิถีการเดินทางของผู้คนเปลี่ยนไป เรือด่วนเจ้าพระยาจึงไม่ได้เพียงรักษาการเดินทางบนสายน้ำ แต่กำลังปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการสัญจรที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมมองหาบทบาทใหม่ของการเดินทางทางน้ำในวันที่ผู้โดยสารมีทางเลือกมากขึ้น