จับตาเวที IMF-World Bank 2026…โอกาสท่ามกลาง‘ความท้าทาย’ ของโลก
คอลัมน์ : Global Insight
ผู้เขียน : ชลัช รัตนบุญนิธิ EXIM BANK
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกไม่เพียงเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเผชิญกับ “3 ความท้าทาย” สำคัญ ทั้ง AI ที่โตแต่ไม่ทั่วถึง พื้นที่การคลังที่แคบลง และ FDI ที่ฟื้นแต่ยังกระจุกตัว ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยให้เร่งปรับตัว ทั้งการนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพ การมีส่วนร่วมในโครงการภาครัฐ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยประเด็นเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี
AI โต…แต่ยังสร้างรายได้ช้า ที่ผ่านมา AI ถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจโลกให้ชะลอลงน้อยกว่าที่คาดไว้หลังเผชิญภาวะสงคราม แต่เครื่องยนต์นี้ยังสร้างประโยชน์ได้ไม่ทั่วถึง จากข้อมูลของ OECD พบว่า ในปี 2568 บริษัทขนาดใหญ่มีสัดส่วนการใช้ AI ถึง 52% ขณะที่บริษัทขนาดเล็กมีเพียง 17% แตกต่างกันถึง 3 เท่า
นอกจากนี้ ช่องว่างดังกล่าวยังขยายกว้างในระดับประเทศ โดย IMF ประเมินว่า AI จะช่วยผลักดันให้ GDP สหรัฐ และ EU เพิ่มขึ้นถึง 5.4% และ 4.4% ใน 10 ปีข้างหน้า แต่กลับช่วยให้ GDP ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพิ่มเพียง 3
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การเข้าถึงและประยุกต์ใช้ AI กำลังกลายเป็นปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจยุคใหม่ สำหรับไทย ล่าสุด Deloitte พบว่า 61% ขององค์กรไทยมีการนำ AI มาใช้แล้ว แต่ในจำนวนนี้ 81% ยังไม่สามารถขยายการใช้งานให้พ้นจากระดับทดลอง (Pilot) และมีเพียง 9% ใช้ AI สร้างรายได้ใหม่ได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการไทยจึงไม่ใช่ “ใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “นำ AI มาใช้สร้างมูลค่าเพิ่ม” ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด การออกแบบสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับผลิตภาพได้อย่างแท้จริง
Fiscal Policy จำเป็น…แต่จำกัด ต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย ความเสี่ยงและบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งลงทุนพร้อมกันในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน ตลอดจนการรับมือกับภัยพิบัติ แต่ในทางกลับกันหากพิจารณาเงินในกระเป๋าของภาครัฐพบว่า หลายประเทศมีพื้นที่การคลังลดลง
เห็นได้จากหนี้สาธารณะโลกปี 2568 เพิ่มเป็น 94% ต่อ GDP โดย IMF คาดว่า จะแตะ 100% ในปี 2572 ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ อายุ 10 ปี และ 30 ปี พุ่งทะลุ 5% สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุมหนึ่ง ข้อจำกัดนี้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั่วโลก รวมถึงไทยมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม สาธารณสุข การจัดการน้ำและขยะ รวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในฐานะผู้ร่วมทุน ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานสะอาดที่สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ของไทยในปี 2593
FDI ฟื้น…แต่รอ Spillover ปีที่ผ่านมาการลงทุน FDI โลกขยายตัว 6% แม้เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ แต่หากมองลึกลงไปกลับพบว่า การฟื้นตัวดังกล่าวยังกระจุกตัว โดยเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศพัฒนาแล้วโตถึง 11% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาโตเพียง 2% และประเทศผู้รับ FDI Top 20 ยังดึงดูดเงินลงทุนกว่า 80% ของโลก
ขณะเดียวกัน การกระจุกตัวยังเห็นได้ชัดในเชิงอุตสาหกรรม แม้สัดส่วนการลงทุนใน Future Industries อาทิ AI, Energy-transition Technologies เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2562 เป็น 44% ในปี 2568 แต่ประเทศรายได้น้อยและปานกลางระดับล่างกลับได้รับเงินลงทุนเหล่านี้เพียง 10% สะท้อนความย้อนแย้งของ FDI ที่ไม่ได้อยู่เพียง “ปริมาณ” แต่รวมถึง “คุณภาพ” อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ไทยถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการดึงดูด FDI สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเชื่อมโยงกับ Global Supply Chain ทั้งในฐานะ Supplier ผู้ให้บริการ หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น
สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามการประชุม IMF-World Bank 2026 อย่างใกล้ชิดว่านานาประเทศจะมีแนวทางรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูงและเต็มไปด้วยความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยเองก็ต้องเร่งปรับตัว และเตรียมกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเปลี่ยนความท้าทายดังกล่าวให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการเปิด “New Horizons” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็ง ยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว