Bangkok Blueprint “โอนเงินข้ามประเทศ” วางระบบป้องกันสแกมเมอร์ก่อน “เส้นเลือดใหญ่” ติดเชื้อ
ในระหว่างการประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดตัวรายงาน “The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” หรือ แผนแม่บทกรุงเทพ ที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับบริการทางการเงินที่ป้องกันการฉ้อโกง อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
วงการอภิปรายระหว่างผู้นำระดับโลก แอนดรูว์ เบย์ลี ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ และประธานคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน หรือ Financial Stability Board (FSB) คือองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการเงินโลก เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงินและลดความเสี่ยงเชิงระบบ และนางสาวโสรยา มุนยานา ฮาคูซียาเรเมีย ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดาเกี่ยวกับการชำระเงินข้ามพรมแดน ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก หากมีการติดเชื้อในเส้นเลือดใหญ่นี้ ผู้นำการเงินโลกจึงต้องหาวิธีใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไข
แอนดรูว์ เบย์ลี ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ และประธานคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน หรือ FSB กล่าวว่า การชำระเงินข้ามแดนเป็นบทบาทของ FSB ซึ่งขณะนี้กำลังปรับปรุงระบบชำระเงินข้ามแดนให้เร็วและถูกลง แต่หากไม่ใส่ระบบป้องกันภัยไซเบอร์ไว้ตั้งแต่ต้น การเปิดเชื่อมต่อระบบข้ามแดนจะยิ่งเป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพขยายวงกว้างขึ้น
สำหรับ FSB ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์ และมีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นสมาชิกนั้น มีหนึ่งในข้อคิดริเริ่มใหญ่คือเรื่อง การชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกละเลยมานาน ทั้งช้า ค่าธรรมเนียมแพง จนบางครั้งตนเปรียบเทียบว่าเหมือน “ดินแดนที่เวลาลืมเลือน” อย่างไรก็ตาม หากเราปรับเปลี่ยนและเปิดมันออกสู่เทคโนโลยี โดยปล่อยให้ฝ่ายรุกใช้ทำทุจริต ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน และอาจเกิดผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ
ดังนั้น จึงต้องคว้าข้อคิดริเริ่มนี้ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนำสิ่งที่ได้จากการประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นตัวแทน มาสร้างเป็นแนวป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีที่เรามี
รวันดาเตือนอุปสรรคโครงการนำร่อง
นางสาวโสรยา มุนยานา ฮาคูซียาเรเมีย ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดา ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ กล่าวถึงประเด็นเรื่องการใช้ไฟสู้ไฟ ซึ่งจะใช้ AI และเทคโนโลยีช่วยในเรื่องความโปร่งใสและด้านอื่นๆ
โครงการนำร่องการชำระเงินข้ามพรมแดนในประเทศกำลังพัฒนา มีอุปสรรค 2 ประการในการประสานความร่วมมือเพื่อรับมือภัยไซเบอร์ ได้แก่
ประการแรก พรมแดนประเทศ เมื่อการฉ้อโกงเกิดขึ้นในสถาบันหนึ่งเขตอำนาจศาลหนึ่ง เงินจะถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วไปยังเขตอำนาจศาลอื่น ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านหรือข้ามทวีป ดังนั้น หากไม่มีความร่วมมือข้ามพรมแดน การติดตามเงินคืนจึงเป็นเรื่องยากมาก
ประการที่สอง การปิดกั้นข้อมูล สิ่งที่เราเห็นในรวันดาคือ ธนาคารกลางต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการล็อบบี้และผลักดันให้สถาบันการเงินที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ยอมเปิดเผยข้อมูล เพราะพวกเขากลัวเรื่องบทลงโทษ โดยไม่มองว่าการปกปิดข้อมูลนั้นทำให้ระบบส่วนอื่นๆ ไม่ได้รับการปกป้อง
เราต้องจัดตั้ง “กองทุนป้องกันการฉ้อโกง” ขึ้นมา ซึ่งไม่เพียงแต่รวมธนาคาร ผู้ให้บริการโมบายเงินสด แต่ยังรวมถึงบริษัทฟินเทคใหม่ๆ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกัน โดยมีโซลูชัน AI เป็นหนึ่งในนั้น เพราะช่วยให้เราตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยและบัญชีม้าที่มิจฉาชีพใช้โอนเงินได้
ผู้ว่าแบงก์ชาติรวันดากล่าวว่า ตอนที่พัฒนาระบบการชำระเงินทันที (Instant Payment System) ขึ้นมาเมื่อ 3 ปีที่แล้วชื่อว่า “eCASH” ซึ่งต้องชื่นชมทีมงานธนาคารโลกที่ร่วมงานกับรวันดาเรื่องความยั่งยืนของระบบและการฝังเกราะป้องกันไว้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน
การนำระบบ eCASH ไปใช้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราลดต้นทุนการทำธุรกรรมลงได้เกือบ 8 เท่า ปัจจุบันการส่งเงินจำนวนสูงสุดถึง 10 ล้านฟรังก์รวันดา (ประมาณ 10,000 ดอลลาร์) มีค่าใช้จ่ายเพียง 2 เซนต์ต่อ 1 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยมีค่าใช้จ่าย 3 ดอลลาร์ต่อธุรกรรม ผู้คนจึงหันมาใช้ระบบนี้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเรามีธุรกรรมต่อเดือนประมาณ 1 ล้านรายการ สำหรับประชากร 14 ล้านคน ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณธุรกรรมได้อย่างมหาศาล
“แต่สิ่งที่ตามมาคือ มิจฉาชีพและแฮกเกอร์ไซเบอร์เริ่มเล็งเป้ามาที่ระบบนี้ ดังนั้น การฝังโซลูชัน AI เข้าไปตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยผ่านแพลตฟอร์มนั้นได้ จึงช่วยได้มาก จึงเชื่อว่า AI ในกรณีนี้สามารถเป็นตัวช่วยเสริมเกราะป้องกันได้ หากเราใช้งานอย่างถูกต้อง”