ไทยผนึก WEF ดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เชื่อมตลาดโลก ชูดีลซื้อระยะยาว-เงินทุน เพิ่มรายได้ชาวนา
กระทรวงเกษตรฯ ผนึก World Economic Forum เดินหน้าผลักดันข้าวไทยสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมเชื่อมความต้องการของตลาดโลกผ่านความร่วมมือรัฐ-เอกชน เร่งข้อตกลงรับซื้อระยะยาว พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน-เทคโนโลยี ย้ำการลดก๊าซเรือนกระจกต้องควบคู่กับการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงขึ้น
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างกล่าวเปิดการประชุมโต๊ะกลม World Economic Forum (WEF) ว่าด้วยข้าวไทยและภาคเกษตรและอาหาร ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 ว่า ประเทศไทยมุ่งเร่งเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรสู่การผลิตอาหารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพ เสริมความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับรายได้เกษตรกร
กระทรวงเกษตรฯ จะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศอย่างครบวงจร เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว
นายรพีภัทร์กล่าวว่า ข้าวเป็นส่วนสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม มรดก และเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยที่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก ขณะที่ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เชื่อมตลาดโลก” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงฯ จะเร่งปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไปสู่ระบบคาร์บอนต่ำ
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ความต้องการซื้อที่ชัดเจนจากตลาด ข้อตกลงรับซื้อระยะยาว การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความร่วมมือที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตร
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public-Private Partnership (PPP) เพื่อผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยภาครัฐทำหน้าที่กำหนดทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงาน
ส่วนภาคเอกชนและองค์การระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการระดมการลงทุน เปิดโอกาสทางการตลาด นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ และสนับสนุนการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุมมากขึ้น
นอกจากนี้ พันธมิตร First Movers Coalition for Food (FMC for Food) ซึ่งขับเคลื่อนโดย World Economic Forum จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความต้องการของตลาดโลกเข้ากับการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ
ประเทศไทยพร้อมกระชับความร่วมมือกับ WEF สมาชิก FMC for Food และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมข้อตกลงรับซื้อระยะยาว พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และขยายโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี
“ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำต้องไม่หยุดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องสร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม” นายรพีภัทร์กล่าว
นายรพีภัทร์ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ จะช่วยเชื่อมโยงนโยบาย นวัตกรรม เงินทุน และความต้องการของตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้
พร้อมกันนี้ ไทยยังพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และขยายความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อพัฒนาระบบเกษตรและอาหารให้มีความยั่งยืน ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว