เอกนิติ เปรียบไทยเรือลำเล็ก รับมือ 4 พายุใหญ่ ย้ำรักษาวินัย-เสถียรภาพการคลัง
เอกนิติ ชี้ไทยเรือลำเล็ก รับมือ 4 พายุใหญ่ ทั้งราคาพลังงานสูง-โลกแตกขั้ว-ดอกเบี้ยสูง-เอไอพุ่ง ย้ำรักษาวินัย-เสถียรภาพการคลัง สร้างภูมิคุ้มกัน รับมือแรงกระแทก
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ในการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) โดยเปิดเผยว่า ไทยเป็นเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องฝ่าพายุทางเศรษฐกิจเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งตอนนี้ไทยกำลังเผชิญหน้ากับ 4 พายุใหญ่
ทั้งนี้ 4 พายุใหญ่ดังกล่าว ได้แก่ 1.ราคาพลังงานสูง และการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ดังนั้นไทยจึงได้รับผลกระทบเยอะจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผ่านมายังต้นทุนการใช้ชีวิตด้วย 2.การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ จนเกิดการกระจายความเสี่ยงในซัพพลายเชนไทย มีการลงทุนในไทยจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
3.การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หากดูจากวินัยการคลัง พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.3% ต่ำกว่ายุโรป และสหรัฐ และ 4.การผงาดของเอไอ ผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนจะได้รับประโยชน์ และโชคดีที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การที่ไทยเป็นเรือลำเล็ก สิ่งที่ต้องทำคือต้องคอยตรวจสอบว่าเรือแข็งแรงพอที่จะต้านทานลมได้ไหม เป็นเหตุให้ไทยต้องมีวินัยการคลังและรักษาเสถียรภาพการคลัง ทำให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรไม่สูงมากนัก
อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องทำอีกหลายอย่าง ทั้งต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และสำคัญที่สุด คือต้องเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาส ต้องช่วยเหลือคนตัวเล็ก ธุรกิจ SMEs ให้เปลี่ยนผ่านให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นจะได้รับแรงกระแทกแรงขึ้น และคนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือคนรายได้น้อยและ SMEs
“ผมอยากบอกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันคือการสนับสนุนพวกเขา เพื่อให้มีกันชนรับแรงกระแทก และเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง” ดร.เอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เราต้องเปิดกว้างในการทำงานกับพันธมิตร ตัวอย่างเช่น ไทยกำลังทำงานกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด เราบูรณาการทางการค้าการลงทุน ทว่าตอนนี้เราค้าขายกับอาเซียนประมาณ 22% เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่ค้าขายกัน 60%
ดังนั้นเราต้องค้าขายกันมากกว่านี้ เพื่อให้กลุ่มเปราะบางได้รับแรงกระแทกจากนอกภูมิภาคลดลง ขณะที่คนกว่า 700 ล้านคนในอาเซียนกำลังเติบโต ดังนั้นเราต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด ร่วมมือกัน และใช้ความหลากหลายที่มีรองรับและรับมือแรงกระแทก
ดร.เอกนิติ ให้ตัวอย่างคือ 1.ทุกประเทศในอาเซียนกำลังรับมือปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้น เราจึงต้องทำงานร่วมกัน และเป็นเหตุของการทำ ASEAN Power Grid เช่น ในลาวมีการสร้างพลังงานน้ำ พลังงานสีเขียว และพลังงานสะอาด ขณะที่ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ กำลังต้องการพลังงาน ดังนั้นเราต้องเชื่อมพาวเวอร์กริดเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงไฟจากลาวสู่ประเทศที่ต้องการ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อรับแรงกระแทกด้วยกัน
2.การเข้ามาของเอไอ เมื่อประชาชนต้องการใช้เอไอจำนวนมาก แต่เราต้องนำเข้ามาเยอะเช่นกัน ดังนั้นต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้ทำงานร่วมกันได้ เป็นเหตุให้เราต้องทำ Digital Economy Framework Agreement เชื่อมโยงร่วมกันทั้งข้อมูลประชาชน กับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย และสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเอไอ ใช้ฐานลูกค้าที่มีเพื่อเติบโตด้วยกัน
3.ตลาดเงินต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดผ่านการเชื่อมโยง QR Payment ตอนนี้ไทยเชื่อมโยงกับมาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้คนสิงคโปร์ซื้อของจากไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เติบโตด้วยกัน นอกจากนี้ไทยต้องการเปิดตลาดสู่ยุโรป ซึ่งกำลังเจรจาอยู่ “ต่อให้ใครไม่เชื่อกฎระเบียบโลก แต่เราเชื่อ เราเชื่อว่าจะได้ทำงานร่วมกันได้ และทำให้ภูมิภาคเราแข็งแกร่งขึ้น”
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ไทยโชคดีที่ดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้ โดยเฉพาะตอนที่โลกแตกขั้วเช่นนี้ บริษัทพากันกระจายความเสี่ยงในซัพพลายเชน ไทยต้องมีพื้นฐานที่ดีในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สร้างอุตสาหกรรมเอไอ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และอีวี “รถไฟความเร็วสูงกำลังเข้ามาในไทย ขณะที่บนชานชาลามีคนกำลังรอจำนวนมาก เราต้องเปิดประตูให้คนขึ้นรถไฟได้มากที่สุด เพื่อใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย”
“สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกว่า ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ ราคาพลังงานสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ความต้องการเอไอเพิ่มขึ้น ขณะที่โลกแตกแยกกันมากขึ้น ดังนั้นเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันผ่านนโยบายการเงิน สร้างเสถียรภาพ ช่วยคนรับแรงกระแทกโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก” ดร.เอกนิติ กล่าว