SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน
SCB EIC คาดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สิ้นปี 2569 ลดเหลือ 83.5-84.5% แต่เตือนยังไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัว หลังสินเชื่อแบงก์หดตัว 9 ไตรมาส สวนทางยอดกู้โรงรับจำนำโต 16.9% ตลาดแรงงานอ่อนแอ ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 26 เดือน ซ้ำน้ำท่วมกระทบแรงงาน 1.69 ล้านคน กดดันรายได้และความสามารถชำระหนี้
นายณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยแม้มีทิศทางปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าฐานะการเงินของประชาชนฟื้นตัว เนื่องจากการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเศรษฐกิจในรูปตัวเงินที่ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ มากกว่าจะเป็นผลจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น

ข้อมูลไตรมาส 2/2569 พบว่า หนี้ครัวเรือนไทยมียอดคงค้าง 16.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวต่ำติดต่อกัน 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส และมีแนวโน้มลดลงอีกสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569
อย่างไรก็ดี การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ยังตึงตัว สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ประกอบกับครัวเรือนชะลอการใช้จ่ายและก่อหนี้ตามรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ยอดหนี้ขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่ง การเร่งตัวของเงินเฟ้อมีส่วนทำให้ GDP ในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวเร็วกว่าหนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.8% สูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 จากราคาพลังงานและอาหาร ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงในเชิงตัวเลข แม้ภาระทางการเงินของครัวเรือนยังไม่ได้ผ่อนคลายอย่างชัดเจน
แม้สัดส่วนหนี้จะปรับลดลง แต่ประเทศไทยยังมีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา และอยู่ในอันดับ 9 จาก 44 ประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ โดยตัวเลขของไทยเป็นข้อมูลไตรมาส 2/2569 ส่วนประเทศอื่นใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568
เมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้ พบว่าการขยายตัวยังคงกระจุกอยู่ในสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วนราว 35% ของยอดหนี้ทั้งหมด เติบโต 1.9% ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลประเภทอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4.4% และสินเชื่อบัตรเครดิตรวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายตัว 1.7%
ตรงกันข้าม สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังหดตัว 7.1% สินเชื่อเพื่อการศึกษาลดลง 1.8% และสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจของครัวเรือนติดลบ 2.3% บ่งชี้ว่าการก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคตยังไม่ฟื้นตัว
ความตึงตัวของสินเชื่อเห็นได้ชัดจากยอดปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่หดตัว 2.3% ในไตรมาส 2/2569 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ส่วนสินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% สวนทางกับสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐที่เติบโต 1.8% โดยมีมาตรการช่วยเหลือภาครัฐเป็นแรงสนับสนุน ขณะที่ยอดสินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัว 4.8% และโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นถึง 16.9%
ทิศทางดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประชาชนบางส่วนยังจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าธนาคารพาณิชย์ แม้บางแห่งอาจมีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่า หรือกำหนดระยะเวลาชำระคืนสั้นกว่า ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการเงินในอนาคต
ประเด็นที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงระดับหนี้ แต่เป็นความสามารถของครัวเรือนในการรักษาสภาพคล่องและชำระหนี้ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ส่งสัญญาณอ่อนแอลง ทั้งอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานลดลง และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ข้อมูลเดือน ส.ค. 2569 ระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ส่วนอัตราการว่างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ที่ 2.46% และการว่างงานของเยาวชนอายุ 15-24 ปี เร่งขึ้นเป็น 6.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคุณภาพการจ้างงานในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งพบว่าผู้ทำงานต่ำระดับ หรือผู้ที่มีชั่วโมงทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 7.4% เป็น 8.2 ล้านคน ส่วนผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 3.3 ล้านคน ขณะที่ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4% เหลือ 42.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ด้านค่าจ้างแรงงานโดยรวม รวมโบนัสและค่าล่วงเวลา ลดลง 0.4% จากปีก่อน เหลือเฉลี่ย 16,299.5 บาทต่อเดือน โดยแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง 2.2% สวนทางกับแรงงานในระบบที่ค่าจ้างยังเพิ่มขึ้น 0.9%
ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การฟื้นตัวของรายได้มีลักษณะไม่เท่าเทียมกัน หรือ K-shaped โดยค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระในไตรมาส 2/2569 ลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนแรงงานในระบบยังทรงตัวได้ สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำและสวัสดิการรองรับ
แรงกดดันต่อรายได้ยังถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง ก.ย.-ต.ค. 2569 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ระหว่างวันที่ 16 ก.ย.-7 ต.ค. มีครัวเรือนได้รับผลกระทบประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือ 6% ของครัวเรือนทั่วประเทศ โดย ณ วันที่ 7 ต.ค. ยังมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1.15 ล้านครัวเรือน
สำหรับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ประเมินว่าในช่วงที่น้ำท่วมรุนแรงที่สุด ณ วันที่ 2 ต.ค. มีผู้ได้รับผลกระทบราว 1.69 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสมุทรปราการมีแรงงานได้รับผลกระทบสูงสุด 445,385 คน ตามด้วยกรุงเทพฯ 420,216 คน และปทุมธานี 263,944 คน
หากพิจารณาสัดส่วนครัวเรือนที่ประสบอุทกภัย จังหวัดนครนายกได้รับผลกระทบสูงสุดถึง 53.4% รองลงมาเป็นสมุทรปราการ 35.3% และปทุมธานี 27.9%
น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ขณะที่ร้านค้าและสถานประกอบการในพื้นที่ต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ทำให้สูญเสียชั่วโมงทำงานและรายได้ โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการและผู้รับจ้างรายวันที่มีรายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่ทำงานจริง
นอกจากรายได้ที่หายไป ครัวเรือนยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทาง อาหาร ที่พักอาศัย และค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ส่งผลให้กลุ่มที่มีเงินสำรองจำกัดเผชิญความเสี่ยงขาดสภาพคล่อง และอาจกระทบต่อการชำระหนี้ในระยะสั้น
ด้วยเหตุนี้ แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะมีแนวโน้มลดลง แต่ความเสี่ยงทางการเงินยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย แรงงานอิสระ และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งมีความสามารถในการรองรับภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำกัด การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องมุ่งประคองสภาพคล่องให้ตรงกลุ่มและทันต่อสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหารายได้สะดุดในระยะสั้นลุกลามเป็นปัญหาการชำระหนี้ระยะยาว