เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บี.กริมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ผ่านเวที“Youth for Change: The Mindful Future Contest”
SD บี.กริมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ผ่านเวที“Youth for Change: The Mindful Future Contest”
อุดรฯ เตรียมรับ 2 งานยักษ์ ‘ครม.สัญจร-พืชสวนโลก’ โชว์ศักยภาพเมืองอีสาน
เศรษฐกิจภูมิภาค อุดรฯ เตรียมรับ 2 งานยักษ์ ‘ครม.สัญจร-พืชสวนโลก’ โชว์ศักยภาพเมืองอีสาน
เอ็มดีใหม่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ‘สุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ’ ชู 3 มาตรฐานขับเคลื่อนองค์กร
Economic เอ็มดีใหม่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ‘สุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ’ ชู 3 มาตรฐานขับเคลื่อนองค์กร
เปิดทางเงินไหลเข้าหุ้นไทย! หลัง MSCI เล็งถอดอินโดฯ พ้นตลาดเกิดใหม่
Finance เปิดทางเงินไหลเข้าหุ้นไทย! หลัง MSCI เล็งถอดอินโดฯ พ้นตลาดเกิดใหม่
ทรู ชู AI Platform Enabler เปลี่ยนผ่าน Digital สู่ AI Economy
Biz Movement ทรู ชู AI Platform Enabler เปลี่ยนผ่าน Digital สู่ AI Economy
เชลล์คว้า ‘สุดยอดห้องน้ำแห่งปี’ กทม.ยกให้ปั๊มเขตคลองสามวา
Economic เชลล์คว้า ‘สุดยอดห้องน้ำแห่งปี’ กทม.ยกให้ปั๊มเขตคลองสามวา
อีซี่แอร์ไลน์ปักหมุดอู่ตะเภา ชู Regional Air เชื่อมภูมิภาค
Business อีซี่แอร์ไลน์ปักหมุดอู่ตะเภา ชู Regional Air เชื่อมภูมิภาค
วัดมหาธาตุฯ จัดงานวันมหาสุรสิงหนาท 3 พย.69  ชวนฟัง ‘รฤกวังหน้า’
Uncategorized วัดมหาธาตุฯ จัดงานวันมหาสุรสิงหนาท 3 พย.69 ชวนฟัง ‘รฤกวังหน้า’
SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน
Finance SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 66,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 66,950 บาท
ดูทั้งหมด

SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน

16 ต.ค. 2569 | 13:24น.

SCB EIC คาดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สิ้นปี 2569 ลดเหลือ 83.5-84.5% แต่เตือนยังไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัว หลังสินเชื่อแบงก์หดตัว 9 ไตรมาส สวนทางยอดกู้โรงรับจำนำโต 16.9% ตลาดแรงงานอ่อนแอ ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 26 เดือน ซ้ำน้ำท่วมกระทบแรงงาน 1.69 ล้านคน กดดันรายได้และความสามารถชำระหนี้

นายณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยแม้มีทิศทางปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าฐานะการเงินของประชาชนฟื้นตัว เนื่องจากการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเศรษฐกิจในรูปตัวเงินที่ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ มากกว่าจะเป็นผลจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น

ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์

ข้อมูลไตรมาส 2/2569 พบว่า หนี้ครัวเรือนไทยมียอดคงค้าง 16.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวต่ำติดต่อกัน 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส และมีแนวโน้มลดลงอีกสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569

อย่างไรก็ดี การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ยังตึงตัว สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ประกอบกับครัวเรือนชะลอการใช้จ่ายและก่อหนี้ตามรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ยอดหนี้ขยายตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง การเร่งตัวของเงินเฟ้อมีส่วนทำให้ GDP ในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวเร็วกว่าหนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.8% สูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 จากราคาพลังงานและอาหาร ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงในเชิงตัวเลข แม้ภาระทางการเงินของครัวเรือนยังไม่ได้ผ่อนคลายอย่างชัดเจน

แม้สัดส่วนหนี้จะปรับลดลง แต่ประเทศไทยยังมีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา และอยู่ในอันดับ 9 จาก 44 ประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ โดยตัวเลขของไทยเป็นข้อมูลไตรมาส 2/2569 ส่วนประเทศอื่นใช้ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568

เมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้ พบว่าการขยายตัวยังคงกระจุกอยู่ในสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วนราว 35% ของยอดหนี้ทั้งหมด เติบโต 1.9% ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลประเภทอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4.4% และสินเชื่อบัตรเครดิตรวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายตัว 1.7%

ตรงกันข้าม สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังหดตัว 7.1% สินเชื่อเพื่อการศึกษาลดลง 1.8% และสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจของครัวเรือนติดลบ 2.3% บ่งชี้ว่าการก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคตยังไม่ฟื้นตัว

ความตึงตัวของสินเชื่อเห็นได้ชัดจากยอดปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่หดตัว 2.3% ในไตรมาส 2/2569 ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ส่วนสินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% สวนทางกับสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐที่เติบโต 1.8% โดยมีมาตรการช่วยเหลือภาครัฐเป็นแรงสนับสนุน ขณะที่ยอดสินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัว 4.8% และโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นถึง 16.9%

ทิศทางดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประชาชนบางส่วนยังจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าธนาคารพาณิชย์ แม้บางแห่งอาจมีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่า หรือกำหนดระยะเวลาชำระคืนสั้นกว่า ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการเงินในอนาคต

ประเด็นที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงระดับหนี้ แต่เป็นความสามารถของครัวเรือนในการรักษาสภาพคล่องและชำระหนี้ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ส่งสัญญาณอ่อนแอลง ทั้งอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานลดลง และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ข้อมูลเดือน ส.ค. 2569 ระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ส่วนอัตราการว่างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ที่ 2.46% และการว่างงานของเยาวชนอายุ 15-24 ปี เร่งขึ้นเป็น 6.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคุณภาพการจ้างงานในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งพบว่าผู้ทำงานต่ำระดับ หรือผู้ที่มีชั่วโมงทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 7.4% เป็น 8.2 ล้านคน ส่วนผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 3.3 ล้านคน ขณะที่ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4% เหลือ 42.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ด้านค่าจ้างแรงงานโดยรวม รวมโบนัสและค่าล่วงเวลา ลดลง 0.4% จากปีก่อน เหลือเฉลี่ย 16,299.5 บาทต่อเดือน โดยแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง 2.2% สวนทางกับแรงงานในระบบที่ค่าจ้างยังเพิ่มขึ้น 0.9%

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การฟื้นตัวของรายได้มีลักษณะไม่เท่าเทียมกัน หรือ K-shaped โดยค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระในไตรมาส 2/2569 ลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนแรงงานในระบบยังทรงตัวได้ สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำและสวัสดิการรองรับ

แรงกดดันต่อรายได้ยังถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง ก.ย.-ต.ค. 2569 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ระหว่างวันที่ 16 ก.ย.-7 ต.ค. มีครัวเรือนได้รับผลกระทบประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือ 6% ของครัวเรือนทั่วประเทศ โดย ณ วันที่ 7 ต.ค. ยังมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1.15 ล้านครัวเรือน

สำหรับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ประเมินว่าในช่วงที่น้ำท่วมรุนแรงที่สุด ณ วันที่ 2 ต.ค. มีผู้ได้รับผลกระทบราว 1.69 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสมุทรปราการมีแรงงานได้รับผลกระทบสูงสุด 445,385 คน ตามด้วยกรุงเทพฯ 420,216 คน และปทุมธานี 263,944 คน

หากพิจารณาสัดส่วนครัวเรือนที่ประสบอุทกภัย จังหวัดนครนายกได้รับผลกระทบสูงสุดถึง 53.4% รองลงมาเป็นสมุทรปราการ 35.3% และปทุมธานี 27.9%

น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ขณะที่ร้านค้าและสถานประกอบการในพื้นที่ต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ทำให้สูญเสียชั่วโมงทำงานและรายได้ โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการและผู้รับจ้างรายวันที่มีรายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่ทำงานจริง

นอกจากรายได้ที่หายไป ครัวเรือนยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทาง อาหาร ที่พักอาศัย และค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ส่งผลให้กลุ่มที่มีเงินสำรองจำกัดเผชิญความเสี่ยงขาดสภาพคล่อง และอาจกระทบต่อการชำระหนี้ในระยะสั้น

ด้วยเหตุนี้ แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะมีแนวโน้มลดลง แต่ความเสี่ยงทางการเงินยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย แรงงานอิสระ และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งมีความสามารถในการรองรับภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำกัด การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องมุ่งประคองสภาพคล่องให้ตรงกลุ่มและทันต่อสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหารายได้สะดุดในระยะสั้นลุกลามเป็นปัญหาการชำระหนี้ระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หนี้ครัวเรือน อีไอซี (SCB EIC)