เปิดทางเงินไหลเข้าหุ้นไทย! หลัง MSCI เล็งถอดอินโดฯ พ้นตลาดเกิดใหม่
บล.กสิกรไทย ชี้หุ้นไทยมีลุ้นรับเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า หลัง MSCI เล็งถอดอินโดนีเซียพ้นตลาดเกิดใหม่ เหตุปัญหาธรรมาภิบาลและความโปร่งใส จับตาเงินลงทุนราว 6-7 พันล้านดอลลาร์เสี่ยงถูกโยกพอร์ต กระจายสู่ตลาดหุ้นอาเซียน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ หลัง MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นชั้นนำระดับโลก เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) ไปสู่ตลาดที่จัดประเภทแยกต่างหาก (Standalone Market) แทนการลดระดับลงสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดแรงขายจากกองทุนต่างชาติและกระแสเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียลงเพียงระดับ Frontier Market อาจยังไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากตลาดยังมีข้อบกพร่องด้านกลไกการซื้อขาย รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจมีการประสานงานกันระหว่างผู้ลงทุน (Coordinated Trading) ขณะที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง
โดยอาจดำเนินการตามข้อเสนอปรับสถานะดังกล่าว หากไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการกำกับดูแลกิจการและประสิทธิภาพการทำงานของตลาดทุนอินโดนีเซียมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมคงมาตรการระงับการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบดัชนีบางรายการที่เกี่ยวข้องกับหุ้นอินโดนีเซียต่อไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
สำหรับลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ในเดือน ม.ค. 2569 MSCI ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ในการลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียลงสู่ Frontier Market ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ก่อนที่ในเดือน มิ.ย. จะเลื่อนการทบทวนออกไป เพื่อประเมินประสิทธิผลของมาตรการยกระดับความโปร่งใส
ล่าสุด MSCI เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับสถานะเป็น Standalone Market จนถึงเดือน เม.ย. 2570 และคาดจะมีการตัดสินใจภายในเดือน มิ.ย. 2570
บล.กสิกรไทย ประเมินว่า หากตลาดหุ้นอินโดนีเซียถูกถอดออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets จะส่งผลให้กองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีดังกล่าวจำเป็นต้องปรับพอร์ตและขายหุ้นอินโดนีเซียออกตามสัดส่วน ขณะที่การถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Standalone Market ซึ่งไม่อยู่ทั้งในกลุ่ม Emerging และ Frontier Market อาจยิ่งลดความต้องการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ และสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นและสภาพคล่องในระยะต่อไป
ปัจจุบันตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยดัชนี Jakarta Composite Index (JCI) ปรับตัวลดลงประมาณ 32% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 นับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดของโลก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงราว 7% ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตามข้อมูลที่ฝ่ายวิเคราะห์ระบุ
ทั้งนี้ ตลาดที่ MSCI จัดอยู่ในกลุ่ม Standalone Market ปัจจุบันมีตัวอย่าง ได้แก่ อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์ โดยยังไม่มีตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอยู่ในกลุ่มดังกล่าว หากอินโดนีเซียถูกปรับสถานะจริง จะถือเป็นความเสียหายสำคัญต่อความพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย หากอินโดนีเซียถูกถอดออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets จริง อาจเป็นโอกาสให้ตลาดหุ้นประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ได้รับประโยชน์จากการโยกย้ายเงินลงทุนของกองทุน Passive Fund ที่ต้องปรับพอร์ตตามดัชนี
เนื่องจากกองทุน Active Fund ได้ทยอยลดการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียไปแล้วเป็นจำนวนมาก ขณะที่กองทุน Passive Fund ยังมีความจำเป็นต้องถือครองหุ้นตามองค์ประกอบและน้ำหนักของดัชนีอ้างอิง
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา น้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets ถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าปัจจุบันเหลือสัดส่วนต่ำกว่า 1% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องประมาณ 6,000-7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6-7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเกิดการจัดสรรเงินลงทุนใหม่หากมีการเปลี่ยนสถานะตลาดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม มูลค่าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนทั้งหมดจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เนื่องจากการจัดสรรเงินทุนจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักดัชนีและการปรับพอร์ตของแต่ละกองทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ติดตามการทบทวนดัชนี MSCI ในเดือน พ.ย. 2569 โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักหุ้นขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียว่าจะถูกปรับลดลงมากน้อยเพียงใด ก่อนเข้าสู่การพิจารณาสถานะตลาดครั้งสำคัญในช่วงกลางปี 2570 ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติในภูมิภาคอาเซียนระยะต่อไป