‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ จับตาเฟดอุบไต๋ดอกเบี้ย เงินเฟ้อสหรัฐยังสูง-AI พลิกเศรษฐกิจโลก
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 5 ประเด็นสำคัญจากเวที IMF หลัง “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดยังไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย ย้ำภารกิจคุมเงินเฟ้อ ท่ามกลาง CPI สหรัฐ เดือน ก.ย. พุ่ง 3.7% พร้อมชี้ AI เป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก จับตาประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค.นี้
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากการสนทนาระหว่างนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026
โดยประเด็นที่ตลาดการเงินให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ซึ่งมีสาระสำคัญ 5 ประเด็น ดังนี้
1.นายวอร์ชยืนยันว่าจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลือของปีนี้ โดยเฟดจะพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายครั้ง ทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม
ท่าทีดังกล่าวจึงยังไม่ใช่การยืนยันว่า เฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย แม้รายงานจาก Financial Times ระบุว่า นักลงทุนยังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค.มากกว่า แต่เป็นเพียงการประเมินของตลาด ไม่ใช่คำยืนยันจากธนาคารกลางสหรัฐ
2.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงิน พร้อมยืนยันว่าการรักษาเสถียรภาพราคายังคงเป็นภารกิจสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐ
นอกจากนี้ จากการหารือกับผู้ว่าการธนาคารกลางหลายประเทศระหว่างการประชุม IMF–World Bank พบว่า ปัญหาราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายเศรษฐกิจ แม้ระดับความรุนแรงและผลกระทบจะแตกต่างกัน ทำให้ธนาคารกลางแต่ละแห่งต้องประเมินแนวทางดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ
3.ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินควบคู่กับการควบคุมเงินเฟ้อ โดยมองว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงด้านลบที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และพิจารณาว่ามีความเสี่ยงใดที่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้
ทั้งนี้ ประสบการณ์จากวิกฤตการเงินโลกในอดีตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังต่อความเปราะบางของระบบการเงิน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เผชิญความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาค
ขณะที่พัฒนาการของเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามที่เฟดประเมินไว้เป็นส่วนใหญ่
4.อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนายวอร์ชมองว่าอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกในช่วงชีวิตของเขา โดยเฉพาะศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพและขยายขีดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก AI ต่อเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน โดยในระยะสั้นเทคโนโลยีดังกล่าวจะกระตุ้นความต้องการใช้จ่ายและการลงทุน ก่อนที่ประโยชน์ด้านกำลังการผลิตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจจะทยอยปรากฏชัดเจนในระยะกลาง
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด โดยเฉพาะผลกระทบต่อตลาดแรงงานและรูปแบบการจ้างงานที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องติดตามทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
5.สำหรับแนวทางการสื่อสารนโยบายการเงิน นายวอร์ชยังคงยึดแนวคิดลดการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า หรือ Forward Guidance เพื่อเปิดโอกาสให้เฟดสามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยไม่ถูกจำกัดจากการคาดการณ์หรือคำมั่นเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่นายวอร์ชผลักดันมาก่อนหน้านี้ จึงไม่ใช่นโยบายใหม่ที่เพิ่งประกาศระหว่างการประชุมในกรุงเทพฯ
ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐ เดือน ก.ย. ซึ่งเผยแพร่ก่อนการสนทนา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องติดตาม โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อนหน้า สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 0.6%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป เนื่องจากการตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและการประเมินความเสี่ยงในภาพรวม
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามต่อไปคือการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ต.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เฟดต้องประเมินสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาเสถียรภาพตลาดแรงงาน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยผลการประชุมอาจส่งผลต่อความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย