เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
Real Estate เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
Business ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
Real Estate CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
Biz Movement มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
Finance ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
Politics ‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
Economic สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
ศุภจี ชี้เวที IMF-World Bank ผู้ร่วมกว่า 2 หมื่นทำเงินสะพัด โอกาสทองดึงลงทุน
Economic ศุภจี ชี้เวที IMF-World Bank ผู้ร่วมกว่า 2 หมื่นทำเงินสะพัด โอกาสทองดึงลงทุน
แอมเนสตี้ เผยผลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF – World Bank พบผู้บาดเจ็บ หวั่นใช้กำลังและจำกัดสิทธิ
News แอมเนสตี้ เผยผลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF – World Bank พบผู้บาดเจ็บ หวั่นใช้กำลังและจำกัดสิทธิ
ดูทั้งหมด

แอมเนสตี้ เผยผลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF – World Bank พบผู้บาดเจ็บ หวั่นใช้กำลังและจำกัดสิทธิ

16 ต.ค. 2569 | 16:20น.
ภาพจากศูนย์ภาพเครือมติชน

เปิดข้อมูลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF-World Bank 2026 แอมเนสตี้ฯ ค้านตำรวจตั้งแนวกั้นดันม็อบพ้นระยะ ‘มองเห็น-ได้ยิน’ ละเมิดหลักสิทธินานาชาติ พร้อมหวั่นใช้โดรน-ตำรวจนอกเครื่องแบบคุกคามความเป็นส่วนตัว

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยข้อมูลจากการสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 บริเวณแยกศุลกากรและแยกพระราม 4 ใกล้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยพบข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทั้งการใช้กำลังทางกายภาพ การปิดล้อมและจำกัดเส้นทางการชุมนุม การเฝ้าติดตามและถ่ายภาพผู้ชุมนุม รวมถึงการใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ

จากการสังเกตการณ์ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. พบว่าเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและ IMF รวมตัวกันบริเวณแยกศุลกากรจำนวนกว่าร้อยคน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกพระราม 4 เพื่อสื่อสารข้อเรียกร้องต่อผู้เข้าร่วมการประชุมธนาคารโลกและ IMF ระหว่างการเคลื่อนขบวนดังกล่าวพบการเจรจาระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมเกี่ยวกับขอบเขตพื้นที่และเส้นทางการชุมนุม

ข้อมูลจากผู้สังเกตการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ระบุว่าระหว่างการเคลื่อนขบวนมีตำรวจในเครื่องแบบมากกว่า 2 กองร้อยแสดงกำลังพร้อมโล่และกระบอง และมีการปิดกั้นเส้นทางบริเวณแยกพระราม 4 ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่พบพฤติกรรมของผู้ชุมนุมที่ส่อไปในทางใช้ความรุนแรง จนทำให้ขบวนผู้ชุมนุมต้องหยุดอยู่ห่างจากพื้นที่ประชุม และอาจส่งผลกระทบต่อการสื่อสารข้อเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รับรู้หรือได้ยิน

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักการ “อยู่ในระยะที่มองเห็นและได้ยิน” (Sight and Sound) ตามแนวทางสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมสามารถสื่อสารข้อเรียกร้องไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล การกำหนดพื้นที่หรือเส้นทางชุมนุมจึงควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการแสดงออก และไม่ควรผลักผู้ชุมนุมออกไปอยู่ในระยะที่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ที่ต้องการส่งข้อเรียกร้องได้ โดยไม่มีเหตุผลด้านความจำเป็นและความได้สัดส่วนรองรับ ต่อมาเวลาประมาณ 09.20 น. ผู้ชุมนุมบางส่วนขึ้นไปบนสะพานลอยบริเวณแยกพระราม 4 เพื่อติดตั้งป้ายผ้า โดยผู้สังเกตการณ์ได้รับรายงานว่ามีการแย่งยื้อป้ายผ้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม รวมถึงการใช้โล่กระแทก การกระชากศีรษะ และการเตะ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะใช้แผงเหล็กและเคเบิลไทปิดทางลง ส่งผลให้ผู้ชุมนุมบนสะพานลอยไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ผู้สังเกตการณ์ชุมนุมพบมวลชนที่มาร่วมชุมนุมอย่างน้อย 7 คน มีบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บ เช่น แผลถลอก อาการฟกช้ำ บวม และอาการเจ็บตามร่างกาย โดยมีผู้ชุมนุมหญิงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณเข่าและนิ้วเท้า ซึ่งผู้สังเกตการณ์ระบุว่าเกิดจากการถูกตำรวจดึงศีรษะ ขณะที่ผู้ชุมนุมรายอื่นมีอาการบาดเจ็บบริเวณไหล่ มือ ข้อศอก และขา ทั้งนี้ รายงานยังระบุข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ โดยตามความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ภายใต้มาตรา 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ต้องได้รับการประเมินเป็นรายกรณีโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความได้สัดส่วนของสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ต้องสามารถอธิบายได้ว่าการใช้กำลังมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งภัยหรือพฤติกรรมใด เหตุใดวิธีการที่ก่ออันตรายน้อยกว่าจึงไม่เพียงพอ และต้องยุติการใช้กำลังทันทีเมื่อหมดความจำเป็น

การผลัก กด กระชาก เตะ หรือใช้โล่กระแทก ล้วนเป็นการใช้กำลังทางกายภาพที่ต้องมีเหตุผลรองรับและสามารถตรวจสอบได้ ขณะที่การฝ่าแนวกั้นหรือการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว นั้นไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถใช้กำลังได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลล้มลงหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถก่ออันตรายได้ เจ้าหน้าที่ต้องประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงใหม่ รวมถึงคำนึงถึงสภาพพื้นที่ เช่น บันได ราวสะพาน และทางถอยที่มีข้อจำกัด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการใช้กำลัง

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาและตั้งข้อสังเกตในครั้งนี้คือ การปิดล้อมผู้ชุมนุม หรือ Kettling หมายถึงการล้อมและจำกัดผู้ชุมนุมให้อยู่ภายในพื้นที่ควบคุมหรือปิดทางออก ตามมาตรฐานสากล การใช้มาตรการดังกล่าวต้องมีความจำเป็นและได้สัดส่วนเพื่อรับมือกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงหรือภัยที่ใกล้จะเกิดขึ้นจากกลุ่มที่ถูกล้อม และต้องไม่ใช้โดยไม่แยกแยะผู้ชุมนุมหรือใช้เป็นการลงโทษ การปิดทางลงสะพานลอยที่พบในเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบถึงเหตุผล ความจำเป็น ระยะเวลาของมาตรการ และความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังพบการเฝ้าติดตามและถ่ายภาพผู้ชุมนุมในหลายรูปแบบ เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนบินสำรวจพื้นที่ชุมนุม รวมถึงบุคคลที่มีลักษณะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบซึ่งไม่แสดงตัว เข้ามาอยู่ในพื้นที่ชุมนุมและบันทึกภาพบุคคลที่อยู่ในการชุมนุม ตลอดจนการใช้กล้องซูมระยะไกลและการติดตามขบวนด้วยรถจักรยานยนต์ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความรู้สึกปลอดภัย และความสามารถของประชาชนในการตรวจสอบว่าบุคคลใดกำลังใช้อำนาจรัฐ ซึ่งตามความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต้องสามารถตรวจสอบได้

โดยตำรวจในเครื่องแบบควรมีเครื่องหมายระบุตัวตนที่สังเกตได้ง่าย ส่วนการใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบต้องมีความจำเป็นอย่างเคร่งครัด และต้องแสดงตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าค้น จับกุม หรือใช้กำลัง ขณะที่การบันทึกภาพและเก็บข้อมูลผู้ชุมนุมต้องอยู่ภายใต้หลักคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ไม่ใช้เพื่อข่มขู่หรือทำให้ประชาชนหวาดกลัวต่อการเข้าร่วมชุมนุม และต้องมีการกำกับตรวจสอบการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม

อีกประเด็นหนึ่งที่พบคือ เจ้าหน้าที่อ้างประกาศตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และนำประกาศมาอ่านในพื้นที่ชุมนุมโดยมาตรา 8 กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการของสถานที่ที่กฎหมายระบุ การนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้จำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่ากิจกรรมของผู้ชุมนุมส่งผลกระทบต่อสถานที่ที่ได้รับความคุ้มครองอย่างไร การอยู่ใกล้สถานที่จัดการประชุมจึงไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมทุกประเภทจะถูกห้ามโดยอัตโนมัติ รวมถึงต้องพิจารณาฐานอำนาจทางกฎหมายของแต่ละมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน การจำกัดการเดินผ่าน หรือการติดตั้งป้ายแสดงข้อเรียกร้อง

ขณะที่ ข้อกังวลสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือการตีความคำว่า “รบกวน” อย่างกว้างขวางอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยไม่มีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยหลักการสากลกำหนดให้ข้อจำกัดต่อการชุมนุมต้องมีฐานทางกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็นและได้สัดส่วน รวมถึงต้องพิจารณาทางเลือกที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนน้อยกว่า แอมเนสตี้เน้นย้ำว่าการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐมีหน้าที่เคารพ คุ้มครอง และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างมีประสิทธิผล แม้การชุมนุมอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรหรือกิจกรรมตามปกติในพื้นที่ แต่ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ทำให้การชุมนุมกลายเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงโดยอัตโนมัติ

ความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ยังอธิบายว่าการชุมนุมโดยสงบครอบคลุมการรวมตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแสดงออกที่อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกหรือกระทบต่อกิจกรรมตามปกติของสาธารณะ โดยการขัดขวางการจราจรหรือการเดินเท้าเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นความรุนแรงในความหมายของสิทธิการชุมนุมโดยสงบ และหากมีผู้เข้าร่วมบางรายใช้ความรุนแรง รัฐต้องแยกพิจารณาพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้น ไม่เหมารวมว่าผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นผู้ใช้ความรุนแรง

สำหรับวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ทีมผู้สังเกตการณ์การชุมนุมยังคงลงพื้นที่ติดตามการชุมนุมของขบวนการชาวนาสากลและเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและ IMF โดยผู้สังเกตการณ์สวมเสื้อกั๊ก ปลอกแขน และป้ายแสดงข้อความว่า “ผู้สังเกตการณ์” เพื่อให้สามารถระบุบทบาทการทำหน้าที่ได้ การสังเกตการณ์การชุมนุมมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมของผู้ชุมนุมและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ บันทึกข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ชุมนุม ตลอดจนสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริง การป้องกันการละเมิดสิทธิ และการสร้างความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ยังรับรองความสำคัญของผู้สังเกตการณ์และผู้รายงานสถานการณ์การชุมนุม โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับความคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการสังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องไม่ถูกคุกคาม ตอบโต้ หรือถูกยึดและทำลายอุปกรณ์โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย

แม้ในกรณีที่การชุมนุมถูกประกาศว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีคำสั่งให้สลายการชุมนุม ก็ไม่ทำให้สิทธิในการสังเกตการณ์สิ้นสุดลง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้ทางการไทยเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างปลอดภัย และตรวจสอบการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ รวมถึงคำนึงถึงสิทธิของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในกรณีที่มีเด็กเข้าร่วมการชุมนุม