เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
World IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก
วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
Politics วราวุธ เอาจริง ‘ขยะพิษ’ จ่อปรับหลักสิบล้าน–ยึดทรัพย์ ชี้ยานยนต์ไทยไม่ทำเฉพาะ EV
IMF ส่งสัญญาณถึงไทย
Columns IMF ส่งสัญญาณถึงไทย
ค้าปลีกปรับโมเดลเปิด-ปิดสาขาไม่ทำกำไร
Business ค้าปลีกปรับโมเดลเปิด-ปิดสาขาไม่ทำกำไร
เล่าสู่กันฟัง วิธีสัมภาษณ์แบบกลุ่ม
SD Talk เล่าสู่กันฟัง วิธีสัมภาษณ์แบบกลุ่ม
‘การบินไทย’ คลอดมาตรการเยียวยาผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมแล้ว
Business ‘การบินไทย’ คลอดมาตรการเยียวยาผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมแล้ว
บ้าน-คอนโดแข่งระบายสต๊อก สาดโปรดาวน์ 0 บาท-ดอกเบี้ย 0% 5 ปี
Real Estate บ้าน-คอนโดแข่งระบายสต๊อก สาดโปรดาวน์ 0 บาท-ดอกเบี้ย 0% 5 ปี
เกมนิรโทษกรรม ล้างมลทิน แผนทักษิณ ปลุกเพื่อไทยคืนชีพ?
Politics เกมนิรโทษกรรม ล้างมลทิน แผนทักษิณ ปลุกเพื่อไทยคืนชีพ?
ราคาทองวันนี้ (17 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
วิเคราะห์ดีลประวัติศาสตร์ KFC จับมือโคคา-โคล่า ปิดฉากสัมพันธ์ 40 ปีเป๊ปซี่
Business วิเคราะห์ดีลประวัติศาสตร์ KFC จับมือโคคา-โคล่า ปิดฉากสัมพันธ์ 40 ปีเป๊ปซี่
ดูทั้งหมด

IMF ถกพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเตือนภัยการเงินดิจิทัลโลก

17 ต.ค. 2569 | 11:25น.

การประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดตัว “The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” หรือพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับบริการทางการเงินที่ป้องกันการฉ้อโกงอย่างเป็นทางการ ถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกในการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

“พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” เปิดวงการอภิปรายระหว่างผู้นำการเงินระดับโลก ได้แก่ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการIMF อันชุลา กันต์ ผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารโลก และแอนดรูว์ เบย์ลี ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ และประธานคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน หรือ Financial Stability Board (FSB) และโสรยา มุนยานา ฮาคูซียาเรเมีย ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดา โดยมีประเด็นหลักคือ องค์กรการเงินระดับโลกและธนาคารกลางทั่วโลกร่วมกันยกระดับความเสี่ยงจากปัญหาการหลอกลวงทางไซเบอร์ เพราะสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล

คลัง-ธปท. ดันทั่วโลกร่วมมือสกัดสแกมเมอร์

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเปิดตัว Bangkok Blueprint ว่า ปัจจุบันกลโกงดิจิทัลและสแกมเมอร์กลายเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียเงินปีละ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3% ของ GDP โลก 

“ความท้าทายสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่ คือมิจฉาชีพมีลักษณะการทำงานแบบไร้พรมแดนอย่างสมบูรณ์ เหยื่ออาจอยู่ในประเทศหนึ่ง ในขณะที่ผู้ก่อเหตุสั่งการจากอีกประเทศหนึ่ง และเส้นทางการเงินถูกยักย้ายถ่ายเทผ่านบัญชีในประเทศที่สาม การรับมือและการบังคับใช้กฎหมายส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่เพียงระดับชาติและขาดการประสานงานที่รวดเร็ว ทำให้มิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายระหว่างเขตแดนในการหลบหนี ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงลำพัง”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า “Bangkok Blueprint” เป็นการทำงานร่วมกันของ IMF, World Bank และ ธปท. โดยเอกสารจะถูกใช้อ้างอิงจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการแก้ปัญหาภัยการเงินดิจิทัลต่อเนื่องอีกหลายปี และเป็นแนวทางให้เราทำงานต่อไปด้วย 

“เนื้อหาหลักสอดคล้องกับงานเรื่องเงินเทากับคอร์รัปชั่น ที่ ธปท. ทำต่อเนื่อง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งเรื่องถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท การซื้อและถอนทองคำแท่งมูลค่าสูง การตรวจจับเงินเทาด้วย Pattern Flow เงินที่ชัดเจน การเลี่ยงระบบการโอนเงินตามกฎหมายผ่านการซื้อขาย USDT และการบังคับใช้เกณฑ์ตรวจสอบลูกค้า (CDD/EDD และ KYM) ที่เข้มงวด เป็นต้น” 

ภัยการเงินดิจิทัล วิกฤตระดับมหภาค

ปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับชาติ ระดับภูมิภาค และเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า เดิมทีภัยไซเบอร์อาจดูไม่ใช่บทบาทหลักของ IMF หรือธนาคารกลาง แต่ปัจจุบันกลายเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก  เนื่องจาก 3 เหตุผล ดังนี้ 

ประการแรก ทำลายความเชื่อมั่น (Erosion of Trust) กล่าวคือระบบการเงินดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนตัวและเงินของตนปลอดภัย ก็จะไม่กล้าเข้ามาใช้งาน ซึ่งภัยไซเบอร์ในปัจจุบันกำลังกัดเซาะความเชื่อมั่นนี้อย่างหนัก 

ประการที่สอง กระทบการเข้าถึงระบบการเงิน (FinancialInclusion) จุดเด่นที่สุดของดิจิทัลคือการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มน้อยหรือร้านค้ารายย่อย เช่น แม่ค้าสตรีตฟู้ดในกรุงเทพฯ เข้าถึงระบบการเงินได้ หากความเชื่อมั่นสูญหายกลุ่มคนเหล่านี้จะขาดโอกาสทางเศรษฐกิจทันที

ประการที่สาม ความเสี่ยงต่อความแข็งแกร่งของระบบ (Resilience) ในขณะที่เทคโนโลยีกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เทคโนโลยีอย่าง AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มความรุนแรงให้ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์หนักหนาขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีแฮกเกอร์ในฝรั่งเศสแฮกระบบตู้แช่ในร้านค้าจนอาหารเสียหาย

“ที่ประเทศฝรั่งเศสแฮกเกอร์ได้ใช้เครื่องมือดิจิทัลแฮกตู้แช่เย็นในร้านค้าหลายแห่ง แล้วปรับอุณหภูมิขึ้นไปถึง 50 องศาเซลเซียส จนทำให้อาหารต้องถูกทิ้งทั้งหมด” กอร์เกียวากล่าว

มูลค่าความเสียหายของการหลอกลวงทางไซเบอร์ทั่วโลกสร้างความเสียหายสูงถึง 5 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 16.8 ล้านล้านบาท ถึงราว 33 ล้านล้านบาท) และในไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่ากระทบสูงถึง 2% ของ GDP ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ควรนำมาพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าถูกมิจฉาชีพชิงไป

ธนาคารโลกห่วงรากหญ้า

ด้าน อังชูลา คานต์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจุลภาคและการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา

อันชูลา ซึ่งมาจากอินเดีย ระบุว่า ชีวิตคนระดับฐานรากเปราะบางต่อการถูกหลอก ยกตัวอย่างในประเทศอินเดีย ช่วง COVID-19 พ่อค้าแม่ค้าขายผักข้างทางใช้เพียง QR Code ของ UPI ในการรับเงิน โดยแขวนไว้กับกิ่งไม้ข้างทาง ทำให้ยังคงทำอาชีพนี้ได้ต่อไปและรอดพ้นจากวิกฤตได้

ปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ในตลาดเกิดใหม่มีบัญชีธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 75% เทียบกับ 40% เมื่อ 15 ปีก่อน

ความเปราะบางต่อการถูกหลอก เมื่อเหยื่อรายย่อยถูกโกง พวกเขาไม่มีเบาะรองรับหรือความยืดหยุ่นทางการเงินที่จะฟื้นตัวได้เลย ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของครอบครัว

แอนดรูว์ เบย์ลี ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ และประธาน FSB ยกตัวอย่างจากพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ Financial Times ซึ่งมาจากบริษัท Anthropic หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนา AI ระดับโลกระบุว่า “เอเจนต์ AI ที่หลุดจากการควบคุม อาจจำลองตัวเองเพื่อเข้ายึดอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน”  

เบย์ลีแนะนำใช้เทคโนโลยีเป็นเกมสอดรับ กล่าวคือ เทคโนโลยีใหม่ถูกมิจฉาชีพใช้เป็นอาวุธ ฝั่งการเงินก็ต้องนำ AI และเทคโนโลยีใหม่มาใช้เป็นเกราะป้องกันตั้งแต่เริ่มวางระบบ

“เทคโนโลยีนี้กำลังติดอาวุธให้ฝ่ายรุก แต่ในขณะเดียวกันมันก็สามารถ และจำเป็นต้องติดอาวุธให้ฝ่ายรับด้วยเช่นกัน เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและฉวยประโยชน์จากมันให้ได้ ทั้งในระดับประเทศของเราเอง” ผู้ว่าการแบงก์ชาติอังกฤษกล่าว

จี้บิ๊กเทคร่วมรับผิดชอบ

เบย์ลีกล่าวว่า ลำพังธนาคารจัดการเองไม่ได้ ต้องดึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้ามาร่วมรับผิดชอบ

เขายกตัวอย่างในอังกฤษว่า ในอดีตสื่อดั้งเดิมคือสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์มีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อทุกสิ่งที่พิมพ์ลงไป รวมถึงโฆษณาด้วย แต่วันนี้เราอยู่ในโลกที่มีแพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งอยู่ในจุดที่ค่อนข้างสุดโต่ง กล่าวคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน และไม่มีความรับผิดชอบที่แท้จริงผลลัพธ์คือ ทุกอย่างไปกองอยู่บนแพลตฟอร์ม ทั้งสิ่งที่ดี สิ่งที่แย่ และสิ่งที่เลวร้ายสุด ๆ ไปจนถึงอาชญากรรม

อุปสรรคความร่วมมือนานาชาติ

นางสาวโสรยา มุนยานา ฮาคูซียาเรเมีย ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดา ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ กล่าวถึงโครงการนำร่องการชำระเงินข้ามพรมแดนในประเทศกำลังพัฒนา มีอุปสรรค 2 ประการในการประสานความร่วมมือเพื่อรับมือภัยไซเบอร์

ประการแรก พรมแดนประเทศ เมื่อการฉ้อโกงเกิดขึ้นในสถาบันหนึ่งเขตอำนาจศาลหนึ่ง เงินจะถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วไปยังเขตอำนาจศาลอื่น ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านหรือข้ามทวีป ดังนั้น หากไม่มีความร่วมมือข้ามพรมแดนการติดตามเงินคืนจึงเป็นเรื่องยากมาก

ประการที่สอง การปิดกั้นข้อมูล หรือเก็บข้อมูลไว้คนเดียว สิ่งที่เราเห็นในรวันดาคือ ธนาคารกลางต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการล็อบบี้และผลักดันให้สถาบันการเงินที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ยอมเปิดเผยข้อมูล เพราะพวกเขากลัวเรื่องบทลงโทษ

ดาบ 2 คมความสำเร็จของระบบการเงินดิจิทัล

ธนาคารกลางรวันดาการพัฒนาร่วมกับธนาคารโลก พัฒนาระบบ eCASH จนประสบความสำเร็จเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยฝังเกราะป้องกันความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน

ระบบนี้ลดต้นทุนธุรกรรมมหาศาล (เกือบ 8 เท่า) เดิมมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3 ดอลลาร์ต่อธุรกรรม ปัจจุบันการโอนเงินสูงสุด 10 ล้านฟรังก์รวันดา (ราว 335,000 บาท ) มีค่าธรรมเนียมเพียง 2 เซนต์ต่อ 1 ดอลลาร์

ทั้งยังมีอัตราการใช้งานเติบโตก้าวกระโดด มีปริมาณธุรกรรมสูงถึงประมาณ 1 ล้านรายการต่อเดือน จากจำนวนประชากร 14 ล้านคน

“แต่มีผลกระทบจากการเติบโต คือ เมื่อการใช้งานระบบ eCASH ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มิจฉาชีพและแฮกเกอร์จึงเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีระบบนี้ จึงแก้ไขด้วยการติดตั้ง AI เข้าไปในระบบตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยให้สามารถตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยบนแพลตฟอร์มได้ทันท่วงที” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติรวันดากล่าว

ผู้นำทุกองค์กรการเงินโลกเห็นตรงกันว่า “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” และการประชุมครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทุกประเทศต้องนำแนวคิดการป้องกันภัยไซเบอร์ไปบูรณาการในระดับชาติ เพื่อปกป้องความเชื่อมั่น ประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IMF-World Bank 2026 เงินดิจิทัล