เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘การบินไทย’ คลอดมาตรการเยียวยาผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมแล้ว
Business ‘การบินไทย’ คลอดมาตรการเยียวยาผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมแล้ว
บ้าน-คอนโดแข่งระบายสต๊อก สาดโปรดาวน์ 0 บาท-ดอกเบี้ย 0% 5 ปี
Real Estate บ้าน-คอนโดแข่งระบายสต๊อก สาดโปรดาวน์ 0 บาท-ดอกเบี้ย 0% 5 ปี
เกมนิรโทษกรรม ล้างมลทิน แผนทักษิณ ปลุกเพื่อไทยคืนชีพ?
Politics เกมนิรโทษกรรม ล้างมลทิน แผนทักษิณ ปลุกเพื่อไทยคืนชีพ?
ราคาทองวันนี้ (17 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
วิเคราะห์ดีลประวัติศาสตร์ KFC จับมือโคคา-โคล่า ปิดฉากสัมพันธ์ 40 ปีเป๊ปซี่
Business วิเคราะห์ดีลประวัติศาสตร์ KFC จับมือโคคา-โคล่า ปิดฉากสัมพันธ์ 40 ปีเป๊ปซี่
ปราจีนฯ วิกฤต ‘น้ำเน่า หรือ สารเคมีรั่ว?’  อ.สนธิ ผ่า 3 จุดบอด จี้รัฐปฏิรูปก่อนกลายเป็น ‘แม่น้ำพิษ’
เศรษฐกิจภูมิภาค ปราจีนฯ วิกฤต ‘น้ำเน่า หรือ สารเคมีรั่ว?’ อ.สนธิ ผ่า 3 จุดบอด จี้รัฐปฏิรูปก่อนกลายเป็น ‘แม่น้ำพิษ’
Audi RS 3 Sportback ตัวกลั่น ราคา 5.959 ล้านบาท
Automotive Audi RS 3 Sportback ตัวกลั่น ราคา 5.959 ล้านบาท
สภาพอากาศวันนี้ (17 ต.ค.) เตือน 3 ภาคระวังฝนตกหนัก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (17 ต.ค.) เตือน 3 ภาคระวังฝนตกหนัก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
คลังเอาแน่เก็บภาษีขาออก ‘ท่องเที่ยว’ รุมค้านชี้ซ้ำซ้อน
Business คลังเอาแน่เก็บภาษีขาออก ‘ท่องเที่ยว’ รุมค้านชี้ซ้ำซ้อน
ไทยขาดดุลดิจิทัลท่วม 3.8 แสนล้าน ชงใช้บริการแพลตฟอร์ม-ซอฟต์แวร์ในประเทศ
Tech ไทยขาดดุลดิจิทัลท่วม 3.8 แสนล้าน ชงใช้บริการแพลตฟอร์ม-ซอฟต์แวร์ในประเทศ
ดูทั้งหมด

ปราจีนฯ วิกฤต ‘น้ำเน่า หรือ สารเคมีรั่ว?’ อ.สนธิ ผ่า 3 จุดบอด จี้รัฐปฏิรูปก่อนกลายเป็น ‘แม่น้ำพิษ’

17 ต.ค. 2569 | 08:58น.
ภาพจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี
คอลัมน์: สัมภาษณ์ 

“น้ำท่วมธรรมชาติห้ามไม่ได้ แต่น้ำสารเคมีรั่วต้องเป็นศูนย์”… เจาะลึกวิกฤตปลาตายแม่น้ำปราจีนบุรี ผ่านมุมมอง ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม แกะรอย ‘น้ำเน่าธรรมชาติ’ vs ‘คราบปิโตรเลียมโรงงาน’ ชี้เป้าความล้มเหลวเชิงโครงสร้างตั้งแต่ผังเมืองผิดประเภท ยันยกเลิกต่ออายุใบอนุญาต รง.4 พร้อมเสนอ 4 ทางออกเร่งด่วน บังคับใช้หลัก PPP-ดันกฎหมาย PRTR ป้องกันทุนสีเทาทำลายระบบนิเวศ

เจาะภูมิประเทศลุ่มน้ำ: แยกแยะ “น้ำเน่าธรรมชาติ” กับ “มลพิษอุตสาหกรรม”

ดร.สนธิ ฉายภาพลักษณะภูมิประเทศของอำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ว่าเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำตอนกลางของลุ่มน้ำปราจีนบุรี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากหลายสาขา เช่น แควหนุมาน แควพระปรง และคลองพระสะทึง เมื่อฝนตกหนัก มวลน้ำจะไหลมารวมกันเกินความจุและเอ่อล้น ทว่าในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ มีโรงงานตั้งอยู่ราว 3-4 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นโรงงานทุนจีนประเภทฝังกลบกากอุตสาหกรรม คัดแยก และรีไซเคิลกากเพื่อทำเป็นเชื้อเพลิงน้ำมัน ซึ่งตรวจพบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,000 มิลลิกรัมต่อลิตร (เทียบกับค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เพียง 5 มิลลิกรัมต่อลิตร) ย่อมส่งผลทำลายระบบนิเวศและสัตว์น้ำในโซนท้ายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จุดที่ปลากระชังตายเป็นวงกว้างกลับตั้งอยู่ “เหนือน้ำ” ขึ้นไปจากกลุ่มโรงงานดังกล่าว จึงยังไม่สามารถด่วนสรุปได้เต็มปากว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานกลุ่มนี้โดยตรง

“ปลากระชังที่อยู่เหนือน้ำน่าจะได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาจากกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นน้ำท่วมขังบ้านเรือนเกิน 5 วัน รวมถึงไหลผ่านพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการใช้ยาฆ่าหญ้าและปุ๋ยเคมี เมื่อน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ออกซิเจนในน้ำจะลดลง แบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนจะย่อยสลายสารอินทรีย์จนเกิดเป็นก๊าซไข่เน่า น้ำดำ มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และแอมโมเนียสูง ประกอบกับปลาน็อกน้ำจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน” ดร.สนธิ ระบุ

สำหรับการตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการที่ต้องใช้เวลาราว 1 สัปดาห์นั้น ดร.สนธิ ชี้ว่าแม้กระแสน้ำจะพัดพาความเข้มข้นเจือจางลง (Dilution) แต่โลหะหนักจะยังคงตกตะกอนสะสมอยู่ใน “ตะกอนดิน” ของบ่อเลี้ยงปลาและพื้นที่น้ำท่วม ดังนั้น การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ตะกอนดิน รวมถึงตรวจสอบค่าแอมโมเนียและก๊าซไข่เน่าในน้ำ จึงจะพบหลักฐานมัดตัวที่แท้จริง

ผ่า “3 ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่ผังเมืองยันใบอนุญาต

ดร.สนธิ สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยชี้ไปที่จุดบอดสำคัญ 3 ประการ:

  1. ความผิดพลาดในการอนุมัติผังเมืองและพื้นที่ตั้งโรงงาน: อำเภอศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรีตามผังเมืองเดิมจัดเป็นพื้นที่สีเขียวและสีเขียวทแยงขาว ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและทางน้ำหลาก แต่กลับมีการอนุญาตให้ตั้งโรงงานฝังกลบกากอุตสาหกรรมในจุดดังกล่าว ซึ่งขัดต่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ESA) ที่ต้องมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมไม่ให้ท่วมหลุมกาก
  2. จุดอ่อนทางกฎหมายโรงงาน: พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2562 ได้ยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4) ทุกๆ 5 ปี เปลี่ยนเป็นการให้โรงงานส่งรายงานการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทุก 6 เดือนผ่านบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งขาดการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่รัฐประกอบกับบุคลากรของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีจำกัด ทำให้โรงงานกลุ่มสีเทาฉวยโอกาสลักลอบปล่อยน้ำเสียช่วงน้ำท่วม
  3. โทษปรับเบาและขาดการกระจายอำนาจ: บทลงโทษตามกฎหมายปัจจุบันมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์และคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับที่ใช้เวลายาวนาน โรงงานจึงไม่เกรงกลัว รัฐควรกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็นหูเป็นตา (Watchdog) พร้อมบังคับใช้มาตรา 157 เอาผิดเจ้าหน้าที่หากละเลยการปฏิบัติหน้าที่

“ในอนาคต ประเทศไทยต้องใช้ระบบการถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) แยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมลพิษออกจากหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต เพื่อขจัดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เหมือนโมเดล US EPA ของสหรัฐอเมริกา”

ต้นทุนความเสียหายและหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย”

เมื่อเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา การบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาตรา 96 และ 97 กำหนดให้กรณีความเสียหายต่อแหล่งน้ำสาธารณะ รัฐ (กรมควบคุมมลพิษ) เป็นผู้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่หากเป็นทรัพย์สินเอกชน เช่น ปลาในกระชัง ชาวบ้านต้องเป็นผู้ฟ้องร้องเอง

  • “ในทางปฏิบัติ เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์และไม่สามารถสู้คดีในศาลที่ใช้เวลายาวนานได้ กฎหมายจึงควรแก้ไขให้ภาครัฐทำหน้าที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแทนประชาชนเมื่อพิสูจน์ความผิดได้ชัดเจน”

นอกจากนี้ วิกฤตน้ำปนเปื้อนยังส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาในพื้นที่ ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบ สั่งห้ามประชาชนใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติโดยเด็ดขาด พร้อมนำน้ำสะอาดไปแจกจ่ายและตรวจสอบสารตกค้างในพืชผลทางการเกษตรอย่างเร่งด่วน

ทางออกเชิงนโยบาย: 4 ข้อเสนอเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำทันที

เพื่อป้องกันไม่ให้แม่น้ำปราจีนบุรีกลายเป็น “แม่น้ำพิษ” สายต่อไป ดร.สนธิ เสนอทางออกที่ต้องลงมือทำทันที 4 ประการ:

  1. กำหนดมาตรการป้องกันน้ำท่วมโรงงานอย่างเด็ดขาด: น้ำท่วมธรรมชาติอาจห้ามไม่ได้ แต่น้ำสารเคมีและกากอุตสาหกรรมรั่วไหลต้องเป็นศูนย์ โรงงานต้องสร้างคันกั้นน้ำและกำแพงปกป้องระบบบำบัดน้ำเสีย หากปล่อยให้น้ำท่วมบ่อฝังกลบต้องถือว่ามีความผิดทันที
  2. เร่งผลักดันกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register): เพื่อให้โรงงานต้องเปิดเผยข้อมูลการครอบครองและการปล่อยสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อมบนเว็บไซต์สาธารณะให้ประชาชนตรวจสอบได้
  3. ปฏิรูปกฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรม: บังคับใช้หลัก Polluter Pays Principle ให้โรงงานต้นทางผู้ก่อกำเนิดต้องรับผิดชอบกากตั้งแต่ต้นทางจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้าย
  4. จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลและกำจัดกากโดยเฉพาะ: ย้ายโรงงานประเภทคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดกาก เข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะที่มีระบบควบคุมมลพิษมาตรฐานสูง และจำกัดเฉพาะกากภายในประเทศเท่านั้น

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปฏิรูปการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ปิดช่องว่างกลุ่มทุนสีเทา ยกเลิกการตั้งโรงงานในพื้นที่ทางน้ำหลาก และสร้างกลไกคณะกรรมการไตรภาคีให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบอย่างแท้จริง” ดร.สนธิ กล่าวทิ้งท้าย