Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
“แจ็ค คลาร์ก” ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic มองว่า AI กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเทคโนโลยีที่มนุษย์ต้องสั่งงาน สู่ระบบทำงานได้ด้วยตัวเอง แต่การเร่งนำ AI มาใช้โดยไร้ระบบกำกับดูแลอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอให้รัฐมีบทบาทกำหนดมาตรฐานทดสอบ AI ร่วมกัน พร้อมเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เพื่อให้โลกคว้าโอกาสจาก AI ได้โดยไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงวิ่งนำหน้ามนุษยชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากงานประชุม IMF-World Bank 2026 เวทีเสวนาในหัวข้อ “AI and the Global Economy: From Risk to Opportunity” เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แจ็ค คลาร์ก (Jack Clark) ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic และหัวหน้าฝ่ายนโยบายของบริษัทผู้พัฒนา AI ดังอย่าง Claude ชวนมองความเปลี่ยนแปลงของ AI ผ่านมิติที่มากกว่าความสามารถของโมเดล โดยเฉพาะคำถามที่ว่า
เทคโนโลยีนี้จะเข้าไปเปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กร เศรษฐกิจ และตลาดแรงงานได้มากเพียงใด ?
คลาร์กมองว่า AI มีคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างจากเทคโนโลยีในอดีตอย่างชัดเจน เพราะอุปกรณ์ทั่วไปที่บริษัทซื้อเข้ามาใช้งานมักต้องผ่านการติดตั้งและออกแบบกระบวนการทำงานให้เหมาะสมก่อนจึงจะสร้างประโยชน์ได้ แต่ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานและเสนอแนวทางแก้ปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มต้น
เขาเปรียบเทียบว่า หากบริษัทซื้อเครื่องบิน กล้องจุลทรรศน์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามา องค์กรต้องนำอุปกรณ์เหล่านั้นไปติดตั้งและหาวิธีใช้งาน แต่เมื่อเป็น AI กลับมีลักษณะคล้ายการเพิ่มคนเข้ามาในทีม เพราะระบบสามารถเข้ามาช่วยทำงานได้โดยตรง
ถ้าคุณซื้อระบบ AI เข้ามาในบริษัท มันจะเข้ามาพร้อมบอกว่า ‘มาเริ่มงานกันเถอะ มีอะไรให้ฉันช่วยคุณได้บ้าง’
สำหรับ Clark นี่คือคุณสมบัติที่โลกอาจจะยังประเมิน AI ต่ำเกินไป เพราะ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์ แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถช่วยทำงานหลายขั้นตอน และมีส่วนร่วมกับกระบวนการขององค์กรได้มากขึ้น
ความสามารถดังกล่าวอาจทำให้การเพิ่มผลิตภาพเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีข้อมูล กระบวนการ และระบบบริหารจัดการที่พร้อมรองรับ AI
อย่างไรก็ตาม การที่ AI มีความสามารถสูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรจะสามารถดึงประโยชน์ออกมาได้เท่ากัน เพราะโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับองค์กรให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้จริง
ต้องกล้ารื้อระบบเดิม ไม่ใช่แค่ซื้อ AI เพิ่ม
คลาร์กกล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการนำ AI มาใช้ คือ ความพร้อมขององค์กรที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีขั้นตอนการทำงาน ระบบอนุมัติ และโครงสร้างการบริหารซับซ้อน
การเพิ่มเครื่องมือ AI เข้าไปในกระบวนการเดิมอาจช่วยให้พนักงานทำงานบางอย่างได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าผลิตภาพของทั้งบริษัทจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากกระบวนการอื่นยังเป็นคอขวด หรือองค์กรยังทำงานด้วยวิธีคิดแบบเดิม
องค์กรต้องกล้าที่จะรื้อและสร้างบางส่วนของตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วยเทคโนโลยีนี้ โดยเริ่มจากระดับผู้นำ”
คลาร์กมองว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องเริ่มจากผู้บริหารที่พร้อมทบทวนวิธีทำงานเดิม และยอมปรับโครงสร้างบางส่วนขององค์กรเพื่อให้ AI เข้ามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ก็ยิ่งทำได้ยาก เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องแค่การเลือกเทคโนโลยี แต่รวมถึงการจัดสรรทรัพยากร การกำหนดความรับผิดชอบ และการตัดสินใจว่าจะให้ AI เข้ามาทำงานแทนหรือสนับสนุนมนุษย์ในขั้นตอนไหน
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง AI agent หรือระบบ AI ที่สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเริ่มมีความสำคัญต่อการนำ AI ไปใช้ในกระบวนการทางธุรกิจจริง
สำหรับองค์กรที่ต้องการผลลัพธ์มากกว่าการทดลองใช้ AI การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่จึงอาจสำคัญไม่แพ้ความสามารถของโมเดลที่เลือกใช้
วัดผล AI อย่าดูแค่เร็วขึ้น ต้องตัดสินใจได้ดีขึ้นด้วย
อีกประเด็นที่คลาร์กให้ความสำคัญคือ การวัดผลตอบแทนจากการนำ AI มาใช้ หลายองค์กรให้ความสำคัญกับความเร็วและปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น แต่การวัดผลิตภาพด้วยตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญคือ AI สามารถช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ และคำแนะนำที่ระบบเสนอสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีทำงานเดิมได้จริงหรือเปล่า
คลาร์กเปิดเผยว่า Anthropic เคยศึกษาการใช้งาน AI ของนักวิจัยภายในบริษัท โดยพิจารณาว่าในสถานการณ์ใดนักวิจัยเลือกทำตามคำแนะนำของ AI และในสถานการณ์ใดพวกเขาเลือกที่จะไม่ทำตาม
การศึกษาลักษณะนี้ช่วยให้บริษัทประเมินความก้าวหน้าของ AI จากความสามารถในการเสนอคำแนะนำที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการสร้างคำตอบได้รวดเร็วหรือผลิตผลลัพธ์ได้จำนวนมาก แต่การที่มนุษย์เลือกทำตาม AI ก็ยังไม่ใช่หลักฐานว่าคำแนะนำนั้นถูกต้องเสมอไป เพราะสิ่งที่ต้องประเมินต่อคือผลลัพธ์หลังจากนำคำแนะนำไปใช้แล้ว
นั่นหมายความว่า การประเมิน AI ในองค์กรอาจต้องพัฒนาไปสู่การวัดคุณภาพของผลลัพธ์ในระยะยาว เช่น การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น ความผิดพลาดที่ลดลง หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น มากกว่าการนับจำนวนงานที่ทำเสร็จภายในเวลาที่สั้นลงเพียงอย่างเดียว
ตลาดแรงงาน-การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่
นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรแล้ว ผลกระทบต่อตลาดแรงงานเป็นอีกเรื่องที่คลาร์กให้ความสำคัญ โดยเขาระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มแสดงสัญญาณว่า การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่อาจชะลอตัวลงในบางตลาด
ขณะเดียวกัน Anthropic เองก็พบแนวโน้มการกลับไปให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีประสบการณ์ เพราะเมื่อองค์กรนำ AI agent เข้ามาช่วยทำงาน ก็ยังต้องการคนที่มีทักษะและประสบการณ์ในการบริหารจัดการระบบเหล่านี้
ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะ ‘งานระดับเริ่มต้น’ มักเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘คนรุ่นใหม่’ ในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและสะสมประสบการณ์ หากบริษัทลดการจ้างงานในตำแหน่งเหล่านี้ ขณะที่ต้องการคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เส้นทางการเติบโตในอาชีพของคนรุ่นใหม่ก็อาจเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม คลาร์กไม่ได้ระบุว่าการจ้างงานจะลดลงในทุกอุตสาหกรรม แต่ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า AI กำลังส่งผลต่ออาชีพและภาคธุรกิจแต่ละประเภทอย่างไร
บางอุตสาหกรรมอาจนำ AI มาใช้แล้วพบว่าจำนวนงานไม่ได้ลดลง หรืออาจเกิดความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมอาจเผชิญแรงกดดันต่อการจ้างงานอย่างชัดเจน
โจทย์จึงไม่ใช่การสรุปว่า AI จะทำลายงานทั้งหมดหรือสร้างงานใหม่ได้มากเพียงใดตั้งแต่วันนี้ แต่คือการติดตามข้อมูลจริงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถวางแผนรับมือได้ก่อนที่ผลกระทบจะขยายวงกว้าง
สำหรับคนทำงาน ทักษะที่จำเป็นในอนาคตจึงอาจไม่ได้มีเพียงความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI แต่รวมถึงการตรวจสอบคำแนะนำ การตัดสินใจจากข้อมูล และการบริหารจัดการงานที่มี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย
เสนอปันข้อมูล AI ให้รัฐ วางนโยบายแรงงานให้ตรงจุด
หนึ่งในข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดของคลาร์กคือ การนำข้อมูลการใช้งาน AI ในภาคเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกับข้อมูลตลาดแรงงานของแต่ละประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถประเมินได้ว่าเทคโนโลยีกำลังส่งผลต่ออาชีพ อุตสาหกรรม และรูปแบบการจ้างงานอย่างไร
เขาระบุว่า บริษัท AI มีข้อมูลเกี่ยวกับการนำระบบของตนไปใช้งานในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถแบ่งปันให้รัฐบาลนำไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภายในประเทศ เช่น แนวโน้มการจ้างงานและการเปลี่ยนแปลงของแต่ละอุตสาหกรรม
เราต้องแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายตัดสินใจได้ดีขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลจริง”
คลาร์กตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียวจัดทำ Japan AI Index โดยนำข้อมูลจาก Anthropic มาเชื่อมโยงกับข้อมูลภาครัฐเกี่ยวกับแนวโน้มการจ้างงาน
แนวทางนี้มีความสำคัญ เพราะข้อมูลการใช้งาน AI สามารถช่วยให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีกำลังถูกนำไปใช้กับงานประเภทใด ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานช่วยให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสัมพันธ์กับความต้องการแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างไร
หากพบว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยไม่ได้ทำให้การจ้างงานลดลง รัฐบาลก็อาจสนับสนุนการขยายการใช้งานในภาคธุรกิจนั้นได้ แต่หากพบสัญญาณว่าบางอาชีพกำลังเผชิญแรงกดดัน รัฐบาลก็สามารถพิจารณามาตรการฝึกทักษะใหม่และช่วยเหลือแรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น
คลาร์กมองว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายควรอาศัยหลักฐานที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า AI จะสร้างหรือทำลายงานจำนวนเท่าใด
เขายังเชื่อว่าการแบ่งปันข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของบริษัท AI เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีได้ดีขึ้น
กฎควบคุม AI ต้องไม่ใช่เรื่องที่บริษัทเทคฯตัดสินใจกันเอง
เมื่อการสนทนาเข้าสู่ประเด็นการควบคุมกำกับดูแล คลาร์กแสดงจุดยืนชัดเจนว่า แม้ภาคธุรกิจจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและทดสอบ AI แต่การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไม่ควรขึ้นอยู่กับความสมัครใจของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว
เขามองว่า การกำกับดูแลที่เหมาะสมต้องช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดยั้งการพัฒนานวัตกรรม
เราจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่สมเหตุสมผล เพราะนี่คือหนทางที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเทคโนโลยี และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้”
คลาร์กสนับสนุนให้รัฐบาลเข้ามากำหนดมาตรฐานร่วมกัน โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นผู้พัฒนา AI และมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของเทคโนโลยีระดับโลก
ประเด็นนี้สำคัญเพราะ AI สามารถสร้างประโยชน์ได้ในหลายภาคส่วน แต่ก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้งานในทางที่เป็นอันตราย ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
หากแต่ละบริษัทกำหนดวิธีทดสอบและประเมินความปลอดภัยของตัวเองโดยไม่มีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน การเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างระบบก็อาจทำได้ยาก และประเทศต่างๆ อาจต้องสร้างกระบวนการตรวจสอบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คลาร์กจึงเสนอให้มีมาตรฐานทดสอบที่ชัดเจน การเปิดเผยรายละเอียดของการประเมินความเสี่ยง และกลไกที่ช่วยให้ผลการทดสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือสามารถนำไปใช้ร่วมกันระหว่างประเทศได้
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกประเทศต้องมีกฎระเบียบเหมือนกันทุกข้อ แต่เป็นการสร้างพื้นฐานร่วมกันที่ช่วยให้ระบบ AI ผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่สังคมยอมรับได้
ของเล่นเด็กยังถูกกำกับดูแลมากกว่า AI ขั้นสูง?
หนึ่งในช่วงที่โดดเด่นที่สุดของการเสวนา คือการที่คลาร์กเปรียบเทียบกฎความปลอดภัยของ AI กับมาตรฐานของเล่นเด็ก
เขาเล่าว่า ในฐานะพ่อของลูกเล็กสองคน เขาต้องซื้อของเล่นที่มีฉลากและผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพราะเด็กอาจนำของเล่นเข้าปากหรือใช้เล่นในลักษณะที่ทำให้เกิดอันตรายได้
แต่เมื่อกลับไปทำงานพัฒนา AI ขั้นสูง เขากลับพบว่าเทคโนโลยีที่อาจมีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างยังไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลในลักษณะที่เทียบเคียงกันได้เลย
เป็นเรื่องที่น่าทึ่งใจนะครับ ที่ของเล่นที่ผมซื้อให้ลูกกลับถูกตรวจสอบกำกับดูแลมากกว่าเทคโนโลยี AI ระดับสูงที่ผมทำงานด้วยทุกวี่วัน”
การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับเทคโนโลยี AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้ทั้งสองประเภทจะมีความเสี่ยงต่างกัน แต่หลักการพื้นฐานคือ เมื่อผลิตภัณฑ์อาจก่อให้เกิดอันตราย ก็ควรมีกระบวนการทดสอบและประเมินความปลอดภัยที่เหมาะสม
คลาร์กย้ำว่า การสร้างมาตรฐานร่วมกันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการออกกฎ แต่ยังช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถยอมรับผลการทดสอบของกันและกันได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้บริษัทสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานในหลายตลาดได้อย่างมีหลักเกณฑ์
เขาเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายว่า
ทดสอบเพียงครั้งเดียว ใช้งานได้ทุกที่”
แนวคิดนี้หมายถึงการสร้างระบบที่ประเทศต่างๆ สามารถยอมรับผลการทดสอบ AI จากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือร่วมกันได้ หากการทดสอบนั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่ตกลงไว้
ในทางปฏิบัติ การยอมรับผลการทดสอบร่วมกันอาจช่วยให้การตรวจสอบ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของแต่ละประเทศ
โลกแข่งกันพัฒนา AI แต่ระบบความปลอดภัยนั้นตามไม่ทัน
ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ใช้อุปมาเรื่องรถแข่ง Formula 1 เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ AI กำลังเผชิญ โดยมองว่าการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบป้องกันความเสี่ยงยังไม่พร้อมเท่าที่ควร
AI ก็เหมือนกับการแข่งขัน F1 ในเวลากลางคืน โดยที่รถเนี่ยอาจไม่มีแม้กระทั่งเบรก”
คำเปรียบเทียบนี้สะท้อนความกังวลว่า แม้โลกจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจจาก AI อย่างชัดเจนขึ้น แต่ความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงอาจยังไม่ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับความแตกต่างของแนวทางกำกับดูแลระหว่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีทั้งผลประโยชน์ ความพร้อม และแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของรัฐที่ไม่เหมือนกัน
หากประเทศต่างๆ ไม่สามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ การพัฒนาและนำ AI ไปใช้ก็อาจเกิดขึ้นภายใต้กฎที่แตกต่างกันมาก จนยากต่อการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
คลาร์กจึงมองว่าการมีมาตรฐานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนผลการทดสอบเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยให้โลกเดินหน้าต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกประเทศเห็นตรงกันในทุกรายละเอียดก่อน
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีหลักประกันว่าระบบ AI ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม และมีมาตรการป้องกันการใช้งานที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
Anthropic เชื่อว่าโลกยังควบคุม AI ได้ แต่ต้องไม่ปล่อยให้บริษัทตัดสินใจฝ่ายเดียว
ในช่วงท้ายของการเสวนา คลาร์กแสดงความเชื่อมั่นว่าโลกยังสามารถจัดการความเสี่ยงจาก AI ได้ หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง
เขาเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เคยพยายามเตือนผู้คนถึงความสำคัญของ AI แต่ในเวลานั้นหลายคนยังมองว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่อาจมีประโยชน์ในอนาคต
วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะ AI กลายเป็นประเด็นที่รัฐบาล ภาคธุรกิจ และสังคมทั่วโลกต้องร่วมกันพิจารณา ทั้งในมิติของโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน และความปลอดภัย
การตัดสินใจเหล่านี้ไม่สามารถปล่อยให้บริษัทเป็นผู้กำหนดอยู่เพียงฝ่ายเดียวได้”
สำหรับคลาร์กการกำหนดอนาคตของ AI ไม่ควรเป็นเรื่องที่บริษัทเทคโนโลยีตัดสินใจเองทั้งหมด เพราะผลกระทบของเทคโนโลยีครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ความปลอดภัย และชีวิตประจำวันของผู้คน
บริษัทผู้พัฒนา AI มีบทบาทสำคัญในการสร้างเทคโนโลยี ทดสอบระบบ และเปิดเผยข้อมูล แต่รัฐบาลและหน่วยงานอิสระก็ต้องมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมด้วย
ท้ายที่สุดคลาร์กมองว่า AI ยังมีศักยภาพมหาศาลที่จะสร้างประโยชน์ให้กับโลก แต่การจะคว้าโอกาสนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย
หากพวกเราทำสำเร็จ พวกเราก็จะคว้าประโยชน์มหาศาลจากเทคโนโลยีนี้ได้ แต่ถ้าหากพวกเราประมาทแล้วหละก็ พวกเรากำลังเสี่ยงที่จะเผชิญกับความโกลาหลในอนาคต”