ธนาคารโลกให้ไทยกู้ 200 ล้านดอลล่าร์ ลุย “เมืองคาร์บอนต่ำ” ลดพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิง
ประเทศไทยและกลุ่มธนาคารโลกชูโมเดลเมืองคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุนพลังงาน ดึงดูดการลงทุน และสร้างงาน โดยธนาคารโลกให้ไทยเงินกู้ 200 ล้านดอลล่าร์
ประเทศไทยและกลุ่มธนาคารโลกนำเสนอแนวทางใหม่ในการลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในระหว่างการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วม
โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐสามารถใช้เงินทุนสาธารณะเพื่อวางระบบและสร้างกลไกที่เอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาดของภาคธุรกิจและนักลงทุนเอกชนในวงกว้างได้อย่างไร
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project: LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก ด้วยวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,700 ล้านบาท)
กระทรวงการคลังของไทยระบุว่า โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกผ่านวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ
โครงการนี้ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ เมือง และนิคมอุตสาหกรรม สามารถลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมาใช้ เพื่อลดค่าไฟฟ้าและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
คาดว่าโครงการจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้สูงถึง 180 เมกะวัตต์ และช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 448 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อปีของครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ประมาณ 100,000 ครัวเรือน
นอกเหนือจากการสนับสนุนเงินลงทุนในแต่ละโครงการแล้ว LCC ยังมุ่งพัฒนาระบบที่สามารถขยายผลไปได้ทั่วประเทศ โดยรวบรวมโครงการลงทุนขนาดเล็กให้เป็นชุดการลงทุนขนาดใหญ่ กำหนดรูปแบบและเงื่อนไขการจัดหาเงินทุนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเปิดโอกาสให้บริษัทผู้จัดการพลังงาน และให้บริการด้านพลังงานจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม แนวทางนี้จะช่วยให้โครงการพลังงานสะอาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นและมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนมากขึ้น
อีกองค์ประกอบสำคัญคือการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต โดยภาคธุรกิจสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผ่านการตรวจสอบและรับรองอย่างเป็นอิสระ กลไกนี้จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่โครงการ และจูงใจให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือหลายภาคส่วน
ธนาคารกรุงไทยจะทำหน้าที่รวบรวมคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์จากโครงการต่างๆ นำไปเสนอขาย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะสนับสนุนการจัดประมูลที่โปร่งใส เพื่อเชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อ โดยในงานนี้มีภาคเอกชนที่ให้ความสนใจเป็นผู้ซื้อที่มีศักยภาพ ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), Grab, บริษัท เอซีอีไอเอส อิเล็คทริค แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (ACEIS Electric and Power Co. Ltd.) และ DriverAI ความสนใจของบริษัทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจากภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดตให้เกิดขึ้นได้จริง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังพัฒนานโยบายและเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอน ธนาคารโลกให้การสนับสนุนเงินทุนจำนวน 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการดำเนินงานตามกลไกตลาด (Partnership for Market Implementation – PMI) เพื่อสนับสนุนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในการพัฒนานโยบายกำหนดราคาคาร์บอน กฎเกณฑ์ของตลาด และมาตรการช่วยให้ภาคธุรกิจและแรงงานปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ นอกจากนี้ธนาคารกรุงไทยยังสนับสนุนเงินเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
ในระยะต่อไป โครงการ I-SPARK ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดระยอง เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายผลโมเดลนี้ไปสู่หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงที่ยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ใช้ร่วมกัน โดย ปตท. ประเมินว่าโครงการนี้มีศักยภาพที่จะดึงดูดการลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างโอกาสรองรับการจ้างงานมากกว่า 13,000 ตำแหน่งภายในปี 2578
กลุ่มธนาคารโลกอาจพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงผ่านบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) เพื่อพัฒนาโอกาสเหล่านี้ให้เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจและสามารถดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชนได้ ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมใด ๆ ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการประเมินและการอนุมัติตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ความริเริ่มเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การใช้เงินทุนภาครัฐอย่างมีกลยุทธ์สามารถช่วยสร้างตลาด ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในวงกว้าง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงทางพลังงานและมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นได้อย่างไรพร้อมทั้งเป็นแนวทางที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้