KKP กำไร Q3 พุ่ง 43% บล.กรุงศรี ให้เป้าหมาย 150 บาท ชูปันผลสูง 6.7%
KKP โชว์กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 2.39 พันล้านบาท โต 43% สูงกว่าตลาดคาด รับแรงหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุน ขณะที่หนี้เสียลดลง โบรกฯ มองกำไรทั้งปีมีลุ้นดีกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 พร้อมขยับราคาเป้าหมายเป็น 150 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 2,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ 14% และสูงกว่าประมาณการของตลาด 15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ รวมถึงกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากภาวะตลาดทุน
สำหรับกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (PPOP) อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% QoQ และ 33% YoY โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อยู่ที่ 4,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% QoQ และ 6% YoY ตามการขยายตัวของสินเชื่อ 1% จากไตรมาสก่อน ซึ่งขับเคลื่อนโดยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ ประกอบกับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อและต้นทุนเงินทุน (Loan Spread) ที่ปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนเงินทุน
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% QoQ และ 28% YoY โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เติบโตโดดเด่นแตะ 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% QoQ และ 47% YoY สูงกว่าประมาณการถึง 22% จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และแพลตฟอร์มการเงิน Dime
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.5% จาก 3.6% ณ สิ้นไตรมาสก่อน และต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 150% จาก 146% ในไตรมาส 2/2569 นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส
ส่วนต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ทรงตัวที่ 1% ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนจากรถยึดอยู่ที่ 337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% QoQ แต่ลดลง 41% YoY โดยการเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากราคารถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังมักอยู่ในระดับต่ำกว่าครึ่งปีแรก
ทั้งนี้ ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิรวม 6,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% YoY คิดเป็น 81% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเอเซีย พลัส และ 80% ของประมาณการเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์ในตลาด (Bloomberg Consensus)
ฝ่ายวิจัยจึงมองว่าความเสี่ยงที่กำไรสุทธิทั้งปีจะต่ำกว่าประมาณการมีจำกัด และมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรได้ราว 5% หากไตรมาส 4/2569 ทำกำไรสุทธิได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1,800 ล้านบาท
แม้กำไรในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งบางส่วนผันผวนตามภาวะตลาดทุน แต่การที่ธนาคารมีเงินสำรองต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนเครดิตในปี 2570 หากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย ภายใต้สมมติฐานว่าคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในการควบคุม
สำหรับมูลค่าหุ้น ประเมินราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 129 บาท อิงมูลค่าหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) 1.5 เท่า เทียบเท่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ประมาณ 13 เท่า พร้อมคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เกือบ 6% ต่อปี จึงคงคำแนะนำ
ขณะที่ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ KKP โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้นปีละ 7-10% เป็น 8,570 ล้านบาท 8,960 ล้านบาท และ 9,330 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนแนวโน้มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยซึ่งดีกว่าคาด ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมถึงรายได้จากเงินลงทุน
การปรับประมาณการดังกล่าวส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิปี 2569 จะเติบโต 45% จากปีก่อน ก่อนขยายตัวต่ออีก 5% ในปี 2570 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจค่าธรรมเนียมและบริการที่เติบโตแข็งแกร่ง ควบคู่กับความสามารถในการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งหนี้เสียและผลขาดทุนจากรถยึด
นอกจากนี้ ยังประเมินว่า KKP จะจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2569 ที่ 7.65 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่จ่าย 5.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6.7%
ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2570 เป็น 150 บาท จากเดิม 145 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนผลประกอบการในระยะต่อไป