‘เจ้าสัวธนินท์’ ปักธงธุรกิจอนาคต ‘อาหารแทนยา’ อายุยืน 120 ปี
เจ้าสัวธนินท์ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” กับเป้าหมายต่อไปของ ซี.พี. คือสร้างธุรกิจใหม่ “อาหารแทนยา” ทำให้มนุษย์อยู่ได้ 120 ปี พร้อมลงทุนเปิดโรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย รองรับการให้บริการพนักงาน 3 แสนคนและครอบครัว เปิดใจเหตุผลที่ต้องสร้างธุรกิจใหญ่ ขยายต่อเนื่องเพื่อ “รักษาคนเก่ง” ถอดบทเรียนจากจุดเริ่มต้น “เกษตร” ธุรกิจพลังงานของมนุษย์ สู่เทคโนโลยี AI เปลี่ยนธุรกิจวินาทีทอง กับการวางนโยบายเรื่อง “คน”
เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. (CP) คือหนึ่งในองค์กรไทยเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่แค่เพราะมีฐานธุรกิจอยู่ในหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตร ค้าปลีก และโทรคมนาคม ซึ่งล้วนแต่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการสร้างอาชีพมากกว่า 4.5 แสนตำแหน่ง
ในวาระครบรอบ 50 ปี “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอคอลัมน์พิเศษ “50 Impact” ฉบับนี้พบกับบทสัมภาษณ์ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เจ้าของรางวัล Lifetime Achievement in Business Award จากเวที PrachachatBusiness Awards 2026 ที่มาถ่ายทอดบทเรียนชีวิตนักธุรกิจตั้งแต่เริ่มทำงานในเครือ และก้าวสู่การเป็น “ซีอีโอ” ตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี รวมถึงหลักคิดในการบริหารคนและองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง
ต้องเข้าสู่ธุรกิจที่ “ถูกต้อง”
นายธนินท์ให้สัมภาษณ์ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้เครือ ซี.พี. เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ คือการเลือกอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง คือคุณพ่อที่เลือกมาทางเรื่อง “เกษตร” อันนี้สำคัญมาก เพราะธุรกิจเกษตรเป็นธุรกิจพลังงานของมนุษย์ เกษตรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข้าว ไข่ สัตว์ปีก และสัตว์บก สุดท้ายปลายทางก็กลายเป็นอาหารให้คน
“คุณพ่อเริ่มจากการทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ พี่ชายก็มาต่อยอดทำอาหารสัตว์ ส่วนตัวเองมาต่อยอดไปถึงผลิตอาหารคน ที่พูดว่าทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยั่งยืน ต้องดูว่าเราเข้าสู่ธุรกิจอะไร คือเราเข้าสู่ธุรกิจที่คู่ไปกับมนุษย์”
ธุรกิจอาหารสัตว์เป็นขั้นตอนหนึ่งเท่านั้นในทั้งกระบวนการ และส่วนตัวก็มาต่อยอดให้ครบไปสู่อาหารคน ซึ่งก็ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก
“คนไม่เข้าใจคิดว่าเราผูกขาด เราไม่ได้ผูกขาด คือเราทำธุรกิจแนวตั้ง เริ่มตั้งแต่พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ต้องหาพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนถูก อะไรที่ทำให้อาหารสัตว์ถูกก็ต้องไปปลูกเพื่อให้วัตถุดิบถูกลง แต่แค่ถูกลงไม่พอ ต้องเหมาะสมกับหมูและไก่ที่เลี้ยงด้วย”
นายธนินท์กล่าวว่า ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจของ ซี.พี. มี “เทคโนโลยี” อยู่เบื้องหลังตลอด ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์พืชที่โตเร็ว การพัฒนาพันธุ์พืชให้แข็งแรงมีภูมิต้านทาน การพัฒนาอาหารของพืช ควบคุมแสงแดด น้ำ และการให้ปุ๋ย รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงไก่ให้ได้น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ในระยะเวลา 2 เดือน ต้องใส่ใจทั้งความเป็นอยู่และคุณภาพของอาหาร
อย่ายอมแพ้-บทเรียนเลี้ยงหมู
เจ้าสัวธนินท์ระบุว่า สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือต้อง “อย่ายอมแพ้” กับอุปสรรคใด ๆ อย่างช่วงที่เริ่มต้นเลี้ยง “หมู” คิดว่าเอาประสบการณ์ที่เลี้ยงไก่สำเร็จแล้วจะเลี้ยงหมูได้ แต่ไม่ใช่เลย การเลี้ยงหมูวุ่นวายและยุ่งยากมากกว่าเยอะ เพราะหมูเหมือนคน คือมีสมอง มีหัวใจที่ใหญ่เท่าคน มีตับ ปอดทุกอย่างเหมือนคน และหมูก็ไม่สบาย เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน เป็นหวัดน้ำมูกไหลเหมือนคนเลย แต่พูดไม่ได้ ดังนั้นคนเลี้ยงต้องสังเกต และละเอียดอ่อนกว่ามาก
“นึกว่าเลี้ยงหมูจะหมู แต่ทำไปจริง ๆหมูยากกว่าไก่หลายเท่า ตอนแรกก็คิดว่าเอาพันธุ์หมู่ที่ดีที่สุดจากหลาย ๆ ประเทศ ทั้งซื้อพันธุ์ และมีผู้เชี่ยวชาญมาสอน สำเร็จแน่นอน แต่ไม่ครับ ตอนนั้นเจอปัญหาขาดทุน และเวลาประชุมแต่ละครั้งก็มีรายงานคุณธนินท์ หมูคุณทำขาดทุนไปแค่นี้แล้วนะ ยอมรับว่าก็มีความกดดันสูงมาก แต่ยอมแพ้ไม่ได้”
เพราะถ้าแพ้เท่ากับว่าต้องออกจากตลาด ขณะที่ ซี.พี.ขายอาหารสัตว์ เพราะการเลี้ยงหมูจะใช้อาหารสัตว์มากที่สุด ดังนั้นต้องไม่ยอมแพ้ ค่อย ๆ ปรับไปจนกว่าจะเข้าใจและเจอทางที่เหมาะสม
“บทเรียน” ที่หนักที่สุด
สำหรับ “บทเรียน” ที่หนักที่สุดในชีวิตการเป็นนักธุรกิจ “ธนินท์” บอกว่า คือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เพราะต้องขายของดี ๆ ออกไปเยอะมาก ไม่ใช่แค่ “โลตัส” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ต้องขายธุรกิจดาวเทียมที่ทำร่วมกับจีนไป รวมถึงธุรกิจมอเตอร์จิ๋วในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ตอนวิกฤตต้องขายของดี เพราะของไม่ดีไม่มีใครซื้อ ต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาบริษัทแม่ไม่ให้มีหนี้ เพราะในสัญญาเงินกู้กับธนาคารมีข้อที่แฝงอยู่ว่า ถ้าประเทศเกิดวิกฤต แม้ว่าสัญญาเงินกู้ 10 ปี แต่แบงก์สามารถเรียกเงินกลับได้ทันที ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงที่ลงทุนทำเคเบิลใต้น้ำด้วย”
ถือเป็นโครงการเคเบิลใต้น้ำระดับโลกที่ทำร่วมกับ Nynex ซึ่งมีโอกาสทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเรื่องนี้ เพราะเมื่อก่อนระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตต้องผ่านญี่ปุ่น เพื่อไปยุโรป ไปนิวยอร์ก แต่พอร่วมกับไนเน็กซ์สามารถเชื่อมญี่ปุ่นและยุโรป โดยไม่ต้องไปผ่านใครเลย
“แต่ผมตัดสินใจผิดพลาด คือถ้าตอนนั้นยอมขายหุ้นโครงการนี้ออกสัก 10% หรือ 20% ผมไม่ต้องขายอะไรทิ้งเลย แถมมีเงินเหลือด้วย เพราะมูลค่าหุ้นโครงการเคเบิลใต้น้ำโต 13 เท่า จาก 10 บาทเป็น 130 แต่ตอนนั้นยังเก่งไม่พอ ท้ายที่สุดจาก 130 บาทกลายเป็นศูนย์ และล้มละลาย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก”
จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่าธุรกิจ “ไฮเทค” มีความเสี่ยงสูง เพราะถูกตลาดบีบให้โตเร็ว ถ้าปรับตัวไม่ทันบริษัทเสี่ยงล้มละลายได้ง่าย ๆ ต่างกับ “เกษตร” ที่ยังโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะไม่มีคู่แข่งตัวท็อปเข้ามามากมาย แต่ต้องทำให้ตนเอง “เก่งที่สุด” พยายามใช้เทคโนโลยีพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น หุ่นยนต์ หรือโดรนสำหรับเกษตร เป็นต้น
ทำไม ซี.พี. ต้องใหญ่
เจ้าสัว ซี.พี.อธิบายว่า เหตุผลทำไม ซี.พี. ต้องเป็นอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะต้องการ “รักษาคนเก่ง” คือต้องให้งานใหญ่ ดังนั้นถ้าไม่ขยายธุรกิจคนเก่งที่สร้างมาก็ไม่มีโอกาสขยับ บริษัทจึงเหมือนหนูถีบจักร หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดคนเก่งหนีหมด เพราะเห็นว่าบริษัทไม่มีอนาคต และตัดสินใจไปหางานดีกว่า
“เวลาขยายธุรกิจอย่าไปจำกัดว่าต้องเลือกคนในครอบครัวมาเป็นผู้บริหาร ให้เลือกคนจากในบริษัท เลือกคนจากในโลก เพราะคนเก่งในโลกเป็นของ ซี.พี. อย่างตอนขยายธุรกิจที่ไปรัสเซียก็มีคนไทยไปด้วยไม่กี่คน”
และสิ่งสำคัญถ้าต้องการให้คนเก่งทำงานได้อย่างเต็มที่ก็ต้องให้อิสระ เป็นตัวของตัวเอง มีอำนาจในการตัดสินใจ และมีสิทธิในการเลือกทีมงาน บางบริษัทกลัวว่าจะควบคุมเขาไม่ได้ แต่ธรรมชาติของมนุษย์ยิ่งเก่งมากเท่าไรยิ่งไม่พอใจงานที่ทำอยู่ จะก้าวไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบ
ทั้งนี้การที่องค์กรจะดึงดูดคนเก่งมาทำงานด้วยได้ต้องดูว่ามี “โอกาส” ให้เขาแสดงความสามารถหรือเปล่า ถ้ามาอยู่แต่ไม่เปิดกว้างให้ทำอะไร สักวันหนึ่งก็ต้องออก ทางที่ดีที่สุดคือต้องให้คนเก่งได้ลองทำของใหม่ ๆ มีโอกาสทำผิด แต่ห้ามผิดซ้ำ เพราะการเรียนรู้จะทำให้เกิด “ปัญญา”
“การทำผิดเป็นปัญญา แต่ต้องรู้ว่าทำผิด แต่ถ้าทำผิดแล้วไม่รู้ว่าผิด ข้อนี้ให้อภัยไม่ได้ ยิ่งเก่งยิ่งให้อภัยไม่ได้”
สถานีต่อไปของธุรกิจ ซี.พี.
ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์เล่าว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปดูงานเรื่องสุขภาพ เป็นหมอฝังเข็มที่เก่งสุดในจีน สามารถรักษาคนที่เริ่มเป็นอัมพฤกษ์ให้หายได้ ซึ่งส่วนตัวมีความตั้งใจจะสร้าง “โรงพยาบาล” ไม่ได้มีเป้าหมายจะไปแข่งกับโรงพยาบาลเอกชนดัง ๆ แต่เป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ในแง่ระบบอาจสู้แผนปัจจุบันไม่ได้ แต่แผนจีนมีข้อดี คือการไปรักษาที่ต้นตอ แต่แผนปัจจุบันถ้ามีปัญหาก็เฉือนทิ้งเลย เจาะจง จู่โจม โรงพยาบาลของ CP จะเอา 2 ตัวที่ดี ๆ มามิกซ์กัน
“วันนี้แผนจีนก็ยอมรับในแผนปัจจุบัน โดยการเรียนในมหาวิทยาลัยจีนต้องใช้เวลาครึ่งหนึ่งเรียนแผนปัจจุบัน ในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แผนโบราณสู้ไม่ได้ ถ้าจีนคิดแบบนี้เชื่อว่าเขาจะก้าวหน้ากว่าแผนปัจจุบัน เพราะแม้ว่าแผนปัจจุบันจะยอดเยี่ยม มีสิ่งที่ดีกว่าเยอะแยะ แต่ส่วนดีของแผนโบราณแผนปัจจุบันไม่มี และทำไม่ได้”
สำหรับแผนการสร้างโรงพยาบาลของ CP จะเป็นโรงพยาบาลปลอดเชื้อ เชื้อโรคเข้ามาต้องถูกฆ่าหมด เพราะเทคโนโลยีวันนี้กรองอากาศเลี้ยงหมูยังทำได้ กรองเชื้อโรค กรองฝุ่น เพิ่มออกซิเจน ไม่ใช่เอาอากาศเก่ามาหมุนอยู่ในโรงพยาบาล โดยที่จะมาให้บริการพนักงานในเครือ 2-3 แสนคน และครอบครัว โดยจะร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ ทำเป็นโรงพยาบาลปลอดเชื้อในประวัติศาสตร์
นายธนินท์ยืนยันว่า สำหรับโรงพยาบาลไม่ได้มองเป็นธุรกิจใหม่ แต่ธุรกิจใหม่ของ ซี.พี. คือการทำอาหารสุขภาพ อาหารแทนยา ทำอย่างไรให้มนุษย์อยู่ได้ 120 ปีได้ “อาหาร” เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่วันนี้กินอาหารโปรตีนสูง พรุ่งนี้โปรตีนต่ำ
“แนวโน้มของ CP ต้องไปถึงอาหารแทนยา ฉะนั้นการที่จะจับตรงนี้ได้ก็ต้องเสาะหา พวกที่ศึกษาว่าทำอายุมนุษย์ให้เป็นถึง 120 ปี 150 ปี เขาทำกันยังไง แล้วเราเอาเรื่องอาหารแทนยาเข้ามาเสริม ไม่ใช่ป้องกันอย่างเดียว ต้องมีอาหาร มีอะไรทำให้ทุกส่วนสมดุล”
โจทย์แข่งขันในยุคเอไอ
นายธนินท์กล่าวว่า ในฐานะ “ผู้ผลิต” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก AI หลายด้าน เช่น การนำ AI มาช่วยวางแผนเพื่อการจัดส่งโดยใช้เส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพในเวลาอันรวดเร็ว
การใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเพิ่มยอดการผลิต และทำสินค้าให้มีคุณภาพดีขึ้นในราคาที่ถูกลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนวิธีจัดซื้อจากที่เคยใช้วิธีเปรียบเทียบราคาจากซัพพลายเออร์ 3 ราย แล้วเลือกรายที่ถูกที่สุด ก็ตรวจสอบราคาจากซัพพลายเออร์ทั่วโลกได้ทันทีผ่าน AI รวมถึงความสามารถของ AI ยังช่วยจัดการงานหลังบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้คนเพียง 1 คนสร้างบริษัทของตนเองได้ง่ายขึ้น
“จากที่เคยเป็นยุคนาทีทอง หรือวินาทีทอง ตอนนี้ AI ได้เปลี่ยนให้เป็นยุคเสี้ยววินาทีทอง ซึ่งในอนาคตจะยิ่งเร็วขึ้นไปอีก และแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกอาจส่งผลกระทบ หรือสร้างความสั่นสะเทือนต่อธุรกิจบ้าง แต่ในระยะยาวเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างงานจำนวนมหาศาล”
สร้างคนในยุคเอไอ
นายธนินท์กล่าวว่า การรับคนต้องมีเป้าหมาย ที่สำคัญในยุค AI การรับคนวันนี้ต้องมองไป 10 ปีข้างหน้าว่าเขาจะสามารถสู้กับ AI ได้หรือเปล่า และการรับคนวันนี้ต้องมีเป้าหมายสร้างให้เป็นผู้จัดการที่ใช้เอไอหรือหุ่นยนต์ ไม่ใช่มาเป็นพนักงานธรรมดา เพราะพนักงานส่วนใหญ่ของ ซี.พี. ถูก AI และหุ่นยนต์แทนได้หมดแล้ว อย่างเช่น นักกฎหมายก็ไม่ต้องมีเยอะเท่าเดิม เพราะมี AI ช่วยทำงาน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก AI ถือเป็นโจทย์สำคัญในการวางนโยบายเรื่อง “คน” ที่ต้องเตรียมความพร้อมให้พนักงานทุกคนในทุกระดับเข้าใจและรู้จักใช้ AI เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะนับวัน AI จะยิ่งฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ที่ว่ามนุษย์จะใช้ความเก่งของ AI มาต่อยอดความสามารถอย่างไร
ขณะที่โรงเรียนผู้นำของ ซี.พี.ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ และกำลังดึงเอามหาวิทยาลัยเก่ง ๆ ของโลกมาออกแบบหลักสูตรเหมาะกับยุค AI ระยะ 3 เดือน 6 เดือน เพื่อเสริมให้ผู้นำก้าวทันกับที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง เปิดให้ทั้งผู้นำของ ซี.พี. และพันธมิตร
“การร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรระหว่างบริษัทในเครือ ซี.พี. และพันธมิตรเป็นจุดเริ่มต้นในการสะสมความรู้ให้ผู้นำรุ่นใหม่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และตอบโจทย์ความต้องการสร้างพนักงานของแต่ละบริษัทได้ดียิ่งขึ้น”
ประธานอาวุโสเครือ ซี.พี. ทิ้งท้ายด้วยว่า สำหรับการทำธุรกิจ “ไม่มีที่สุด”มีแต่พรุ่งนี้ต้องทำให้ดีกว่าวันนี้เท่านั้น เพราะคำว่า “ที่สุด” เท่ากับไม่ต้องคิดอะไรใหม่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นเดี๋ยวสักวันคนอื่นก็จะแซงหน้าไป