คิกออฟโซลาร์ล้านหลัง ผู้ให้บริการกว่าพันราย
ดีเดย์โครงการโซลาร์รูฟท็อปล้านหลังคาเรือนเริ่ม พ.ย.นี้ ชง ครม.อนุมัติ 5 หมื่นล้าน กฟน.-กฟภ.เตรียมเปิดลงทะเบียน เผยยอดค่าใช้จ่ายติดตั้ง 1.4 แสน หักเงินอุดหนุน 50,000 บาท เหลือจ่ายจริงแค่ 90,000 พร้อมเปิดทางเลือกผ่อนกับแบงก์ได้ ระบุผู้ประกอบการเข้าร่วมเป็นพัน ช่วยลดปัญหาคิวยาว แนะประชาชนคำนวณความคุ้มค่าก่อน เหมาะบ้านใช้ไฟกลางวัน เพราะค่าขายไฟเข้าระบบแค่หน่วยละ 2.20 บาท “เอเนอร์จี้ลิบ” ระบุมาตรการรัฐดันตลาดคึกคัก ชี้ลดหย่อนภาษีช่วยเพิ่มยอดขายถึง 2 เท่า เร่งเตรียมแผนรองรับโซลาร์ล้านครัวเรือน
ครม.อนุมัติโซลาร์ 50,000 ล.
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ได้เห็นชอบโครงการโซลาร์ประชาชน โดยโครงการดังกล่าวจะมีการติดตั้งโซลาร์ จำนวน 1 ล้านครัวเรือน ซึ่งภาครัฐจะอุดหนุนหลังคาเรือนละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จะเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 ตุลาคมนี้
ประชาชนไม่ต้องควักเงินเอง
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนไม่มีเงินก้อนไม่ต้องกังวล เพราะดึงสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธอส. และ ธ.ก.ส. เข้ามาช่วยลงทุนให้ก่อน จากนั้นการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อไฟและนำเงินรายได้ส่วนนั้นมาหักชำระหนี้คืนสถาบันการเงิน ทำให้ประชาชนอาจไม่ต้องควักเงินลงทุนเอง สำหรับผลตอบแทนนั้นประเมินเบื้องต้นว่าหากติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ ถ้าครัวเรือนมีการใช้ไฟน้อยจะมีรายได้จากการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าฯ ประมาณเดือนละ 1,000 บาท สร้างรายได้ตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ 25-30 ปี หากใช้ไฟเยอะจะช่วยลดค่าไฟลงได้มหาศาล
เงื่อนไขสำคัญของผู้เข้าร่วมโครงการคือ จะต้องเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า 1 คน ต่อ 1 สิทธิ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนก็ต่อเมื่อการไฟฟ้าฯ เข้าไปเชื่อมต่อระบบแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันการทุจริต
3 แบงก์รัฐพร้อมปล่อยกู้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ออกมาตรการสินเชื่อเป็นเงินลงทุนติดตั้งก่อน ได้มีการจัดทำโปรโมชั่นสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% นาน 7 ปี
เปิดลงทะเบียน พ.ย.นี้
นายประดิษฐ์ เฟื่องฟู รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของแบบฟอร์มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ขั้นตอนการดำเนินงาน และระบบสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมรับงานติดตั้งระบบ (Vender) โดยจะเริ่มดำเนินโครงการได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
ตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ
สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ จะจัดให้มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ผ่าน 2 หน่วยงาน คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยทั้งสองหน่วยงานจะทำระบบเพื่อให้บริการเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ประชาชนสามารถลงทะเบียน กรอกข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด พร้อมเลือกว่าจะลงทุนติดตั้งด้วยเงินทุนตนเอง หรือใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารที่ร่วมโครงการ
ผู้ประกอบการร่วมเป็นพัน
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. ได้ โดยจะมีการตรวจสอบตามระบบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในรายชื่อนับพันราย แต่รายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขต่าง ๆ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้คุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องมีความรู้และความชำนาญในการติดตั้ง เพื่อให้การติดตั้งมีคุณภาพและปลอดภัย
“ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนต้องรอคิวติดตั้งนาน เพราะโครงการเปิดให้ถึงล้านหลังคาเรือน ซึ่งบ้านหนึ่งหลังในการติดตั้งก็ต้องใช้ช่าง 2-3 คน หากมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ประเด็นนี้เราต้องพิจารณาศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละรายว่ารับงานได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้มีงานเกินกว่าที่จะดำเนินการได้ ส่วนการคัดเลือกและรายละเอียดกระบวนการหลังบ้านยังต้องพิจารณากันอีกครั้ง
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของ กฟภ. ปัจจุบันสามารถลดระยะเวลาดำเนินการในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้ โดยหากติดตั้งเสร็จและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน ก็สามารถเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งรายละเอียดกรอบเวลาของโครงการจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม”
เปิดขั้นตอนอุดหนุน 50,000 บาท
สำหรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือนนั้น แนวทางเบื้องต้นคือ เมื่อประชาชนติดตั้งระบบแล้วเสร็จ การไฟฟ้าตรวจสอบและเห็นชอบว่าสามารถเปิดใช้งานได้ จะมีหน่วยงานเข้าตรวจสอบก่อนโอนเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ประกอบการที่รับงานติดตั้ง ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 บาท เมื่อได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท จะทำให้ประชาชนมีภาระเงินลงทุนส่วนที่เหลือ 90,000 บาทซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนลงได้มาก ในส่วนของเงินอุดหนุนทางภาครัฐจะจ่ายให้กับผู้ติดตั้งระบบโดยตรง
เปลี่ยนใช้ Smart Meter
ด้านระบบรองรับการซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป กฟภ.จำเป็นต้องเตรียมระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ไว้ให้ เพราะเมื่อบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว กระแสไฟฟ้าสามารถไหลเข้าและออกจากระบบได้ทั้งสองทิศทาง แตกต่างจากการใช้มิเตอร์จานหมุนแบบเดิม จึงต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในขั้นตอนของโครงการนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเปลี่ยนมิเตอร์ เพราะ กฟภ.จะเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยข้อมูลจะเชื่อมโยงกับการลงทะเบียนติดตั้งโซลาร์ของประชาชนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ กฟภ. ยังเตรียมแพลตฟอร์ม Energy Trading เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งในอนาคต แต่การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันยังต้องอาศัย Smart Meter และองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบที่เกี่ยวข้องให้พร้อมก่อน
ส่วนการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้รองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์และจ่ายกลับเข้าสู่โครงข่าย เพราะหากมีไฟฟ้าไหลเข้าระบบมากเกินไปในบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกิน กฟภ.จึงต้องประเมินและปรับขนาดหม้อแปลงหรือปรับปรุงระบบให้เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพไฟฟ้า และป้องกันความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน รวมถึงอุปกรณ์ของผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วย
ทั้งนี้ ปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินจากโครงการที่อาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเท่าไหร่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการไฟฟ้าฯ สามารถบริหารจัดการได้ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น หากมีไฟฟ้าจากโซลาร์เข้ามาก็จะช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากแหล่งผลิตขนาดใหญ่ลง
“บ้านที่เหมาะกับการติดตั้งมากที่สุด คือ บ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมาก เพราะจะช่วยลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบได้โดยตรง ทำให้มีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้น”
แนะเหมาะบ้านใช้ไฟกลางวัน
ในขณะที่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน ลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟฟ้าส่วนที่ผลิตได้เกินความต้องการสามารถส่งกลับเข้าสู่ระบบได้ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของการติดตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดระบบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนด้วย
โดยบ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมากจะมีโอกาสประหยัดค่าไฟได้โดยตรง เพราะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้แทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบ ในทางกลับกันบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันน้อยและมีไฟฟ้าเหลือส่งกลับเข้าสู่ระบบเป็นส่วนใหญ่ ต้องพิจารณาความคุ้มค่าจากต้นทุนติดตั้ง ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เองและรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินประกอบกัน จึงไม่สามารถสรุประยะเวลาคืนทุนจากยอดค่าไฟรายเดือนเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลาการใช้งานจริง (TOU) ซึ่งคิดค่าไฟแตกต่างกันตามช่วงเวลา การผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันที่มีค่าไฟสูงกว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น และหากได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ก็จะช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสให้คืนทุนเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ แม้ครัวเรือนจะมีค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 3,000 บาท ก็ยังต้องพิจารณาว่าใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากัน รวมถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในวันหยุด เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่สามารถผลิตและใช้เองได้จริง
ติดตั้งต้องได้มาตรฐาน วสท.
ด้านมาตรฐานความปลอดภัย ก่อนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปต้องตรวจสอบความแข็งแรงของหลังคาและโครงสร้างบ้านให้เหมาะสม หากไม่แข็งแรงเพียงพอไม่ควรฝืนติดตั้ง เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารในระยะยาว และการติดตั้งควรเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และใช้บริการผู้ประกอบการที่มีความรู้ความชำนาญ
เอกชนชี้ตลาดโซลาร์คึกคัก
นายทวนทอง ศรีวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเนอร์จี้ลิบ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความสนใจและเร่งการตัดสินใจลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ของประชาชน โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 200,000 บาท
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ที่อยู่ในระบบภาษี ช่วยลดภาระต้นทุนและตัดสินใจติดตั้งได้ง่ายขึ้น ขณะที่โครงการเงินสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์สูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน หากดำเนินการได้ตามแผนและเงื่อนไขที่กำหนดจะเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญในการขยายตลาดสู่ครัวเรือนรายได้ปานกลาง โดยช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาด
EnergyLIB มองว่ามาตรการทั้งสองมีบทบาทส่งเสริมกันและเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ตลาดโซลาร์ภาคครัวเรือนขยายตัวจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น สร้างความคึกคักให้กับธุรกิจโซลาร์เซลล์ พร้อมช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการบริหารค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานของครัวเรือนในระยะยาว
ยอดติดตั้งโตพรวด 2 เท่า
ในด้านผลตอบรับ เราเห็นความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นภายหลังประกาศมาตรการ โดยยอดการติดตั้งของ EnergyLIB เติบโตขึ้นถึง 2 เท่าในเดือนแรก ขณะเดียวกันสำหรับโครงการเงินสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน EnergyLIB ได้เริ่มวางแผนรองรับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ แพ็กเกจบริการ บุคลากรติดตั้ง และการบริการหลังการขาย
พร้อมติดตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการอย่างใกล้ชิด ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของตลาดในระยะยาวยังต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มาตรฐานและความปลอดภัยในการติดตั้ง การบริการหลังการขายที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ EnergyLIB ให้ความสำคัญมาโดยตลอด