ม.เกษตรฯ ชี้ช่องแก้ปัญหาน้ำท่วม ชู AI-ดาวเทียม เตือนภัยล่วงหน้าดัน ‘Policy Brief’ ชงรัฐบาล
ม.เกษตรฯ จัดเสวนาใหญ่ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ลามภาคใต้ รวบรวมข้อเสนอเชิงวิชาการเตรียมยื่นรัฐบาลและ สทนช. จี้ปฏิรูประบบเตือนภัย นำเทคโนโลยีเรดาร์และโมเดลคณิตศาสตร์แจ้งเตือนล่วงหน้า 6–14 ชม. พร้อมเสนอใช้แนวทางแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ (NbS) ผสานผังลุ่มน้ำ หนุนกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
วินิจฉัยน้ำท่วมให้ตรงกลไก เชื่อมการตัดสินใจจากลุ่มน้ำถึงประชาชน
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุในสรุปการบรรยายว่า การจัดการน้ำต้องเริ่มจากการแยกกลไกของน้ำท่วมให้ชัด ทั้งน้ำหลากจากลุ่มน้ำ ฝนหนักในเมือง น้ำป่าไหลหลาก น้ำระบายช้า และระดับน้ำปลายทางหรือน้ำทะเลหนุน สำหรับกรุงเทพฯ ต้องพิจารณาฝนในเมืองร่วมกับน้ำจากพื้นที่รอบข้าง ความสามารถของคลองและระบบสูบน้ำ ตลอดจนระดับน้ำปลายทาง ขณะที่ภาคใต้ต้องเตรียมพร้อมต่อฝนตามฤดูกาลและติดตามคำเตือนอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.สิตางศุ์เสนอให้เชื่อมข้อมูลฝน ระดับน้ำ น้ำท่า การระบายจากเขื่อนและประตูน้ำ ศักยภาพระบบระบายน้ำ การใช้ที่ดิน และข้อมูลชุมชน เพื่อประเมินว่าน้ำจะมาถึงที่ใด เมื่อใด ท่วมลึกหรืออยู่นานเพียงใด โดยตกลงล่วงหน้าว่าใครแจ้งข้อมูลอะไร เมื่อใด และคำเตือนต้องนำไปสู่การปฏิบัติใด พร้อมประเมินผลต่อพื้นที่ต้นน้ำ ปลายน้ำ เมือง เกษตร และชุมชนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ แบบจำลองต้องแสดงสมมติฐาน ข้อจำกัด และความไม่แน่นอนควบคู่กัน โดย “ข้อมูลน้ำจะมีคุณค่า เมื่อเชื่อมการตัดสินใจทุกระดับ และช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันเวลา”
เชื่อมโครงสร้างให้ครบระบบ พัฒนาคนและซักซ้อมก่อนเผชิญเหตุ
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองว่า แม้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีและศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำดีขึ้น แต่การพัฒนาโครงสร้างสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ ยังล่าช้าและไม่เชื่อมเป็นระบบทั่วถึง โดยยกตัวอย่างการขาดระบบรวบรวมน้ำเข้าสู่อุโมงค์ผันน้ำ รวมถึงปัญหาการพัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหารน้ำ ซึ่งความก้าวหน้าในอาชีพมักต้องเปลี่ยนไปสู่สายบริหาร
ในส่วนการรับมืออุทกภัยปีนี้ รศ.ดร.บัญชา ได้วิเคราะห์ถึงข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ประเมินฝนล่วงหน้า และการใช้ข้อมูลเรดาร์ระยะสั้นร่วมกับแบบจำลองจากข้อมูลดาวเทียม อีกทั้งชี้ปัญหาการขาดการซักซ้อมและทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เขต และประชาชน ทั้งการฝึกซ้อมบนโต๊ะ และการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพัฒนาเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนรับมือได้เมื่อเกิดสถานการณ์จริง
Radar4Flood: กรณีลุ่มน้ำทับมาคาดการณ์น้ำล้นตลิ่งล่วงหน้า 6–14 ชั่วโมง
รศ.ดร.พรรณพิมพ์ พุทธรักษา มะเปี่ยม ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอ Radar4Flood ซึ่งพัฒนาภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยใช้เรดาร์ตรวจอากาศติดตามและคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 1–3 ชั่วโมง ด้วยความละเอียดเชิงพื้นที่ 600 × 600 เมตร และปรับปรุงข้อมูลทุก 10 นาที เมื่อนำข้อมูลฝนร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ กรณีศึกษาลุ่มน้ำทับมา จังหวัดระยอง สามารถคาดการณ์น้ำล้นตลิ่งล่วงหน้าได้ประมาณ 6–14 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเฝ้าระวังและลักษณะของเหตุการณ์
โดยเทศบาลตำบลทับมาได้นำระบบไปใช้ติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ และแจ้งเตือนประชาชนในเหตุการณ์น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ขณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์นำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังและบริหารน้ำด้วย อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ยังมีความไม่แน่นอนจากพฤติกรรมฝนและสภาพพื้นที่ จึงต้องปรับปรุงผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมสื่อสารระดับความเสี่ยงและแนวโน้มของสถานการณ์
ข้อเสนอของ รศ.ดร.พรรณพิมพ์คือ ให้หน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบและเผยแพร่ข้อมูลเชิงตัวเลขสู่สาธารณะ ทั้งข้อมูลเรดาร์ อุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยา เพื่อพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมแบบพลวัตที่ประมวลผลอัตโนมัติแบบใกล้เวลาจริง และใช้สนับสนุนการตัดสินใจของท้องถิ่นกับการเตือนภัยที่ทันเวลา
เสียงชุมชนกรุงเทพฯ: คำเตือนต้องเข้าถึงคน ความช่วยเหลือต้องไม่ตกหล่น
นายธราธพ ชาตรี กรรมการอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ ในฐานะผู้แทนภาคประชาชน สะท้อนกรณีชุมชนริมคลองเปรมและคลองลาดพร้าวที่ได้ประสานงาน ซึ่งน้ำเข้าบ้านช่วงดึกวันที่ 25 ถึงเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 โดยระบุว่า ในชุมชนที่กล่าวถึง ประชาชนไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าว่าน้ำจะเข้าท่วม และรับรู้สถานการณ์ผ่านการแจ้งกันเองในกลุ่ม LINE เมื่อเกิดเหตุแล้ว ขณะที่บางครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เข้าไม่ถึงข้อมูลเพราะไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือไม่ชำนาญการใช้
นายธราธพระบุว่า ความต้องการเร่งด่วนมีทั้งน้ำ อาหาร ยารักษาโรค ห้องสุขาเคลื่อนที่ และที่พักชั่วคราว การช่วยเหลือประสานผ่านสำนักงานเขตเป็นหลัก โดยชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายเข้มแข็งสามารถประสานหน่วยงานหรือเอกชนเพิ่มได้ จึงเสนอให้ศูนย์ประสานงานมีข้อมูลการช่วยเหลือของแต่ละชุมชน เพื่อแบ่งปันทรัพยากรอย่างเหมาะสมและติดตามพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ รวมถึงปรับปรุงการเตือนภัยล่วงหน้า
นายธราธพยังสะท้อนผลกระทบด้านการเดินทาง ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินเสียหาย และความยุ่งยากในการขอชดเชยของประชาชนบางกลุ่ม ตลอดจนภาระขยะหลังน้ำลดที่ต้องประสานรถและกำลังคนเพิ่มเติม เขาเสนอให้มีจุดประสานและสั่งการภัยพิบัติที่ชัดเจน โดยพิจารณาทั้งการปรับบทบาทหน่วยงานเดิมหรือจัดตั้งหน่วยงานใหม่ พร้อมเสนอเพิ่มพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติหรือใต้ดินในจุดเสี่ยงเพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกหนักในช่วงสั้น
ผสานธรรมชาติกับผังลุ่มน้ำ สร้างเมืองที่อยู่ร่วมกับน้ำ
รศ.ดร.ศนิ ลิ้มทองสกุล สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิเคราะห์ว่า การขยายเมืองสู่พื้นที่ลุ่มต่ำและการเพิ่มพื้นผิวดาดแข็งเพิ่มความล่อแหลมและความเปราะบาง ขณะที่การพึ่งโครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอาจย้ายความเสี่ยงไปยังพื้นที่ข้างเคียง จึงเสนอการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS) ผสานกับผังลุ่มน้ำ
แนวทางดังกล่าวเป็นการใช้พืชพรรณ ดิน สวน ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยซึม ชะลอ และกักเก็บน้ำ คล้ายฟองน้ำ ควบคู่กับโครงสร้างทางวิศวกรรมเท่าที่จำเป็นในจุดวิกฤติ ตั้งแต่ระดับอาคาร เมือง จนถึงลุ่มน้ำ ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ ให้รัฐบาลและ สทนช. บรรจุ NbS และแนวคิดการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ (Room for the River) ในผังลุ่มน้ำและแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ส่งเสริมการปรับตัวโดยมีชุมชนเป็นฐาน และกำหนดกลไกชดเชยที่ดินรับน้ำอย่างเป็นธรรม
เสริมท้องถิ่นและชุมชน ให้ประชาชนกระทบน้อยและฟื้นตัวเร็ว
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เสนอให้แบ่งภารกิจระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ชัดเจน และทบทวนความสัมพันธ์ด้านอำนาจหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการรับมือภัยพิบัติที่เกิดหลายแห่งพร้อมกันไม่อาจพึ่งส่วนกลางฝ่ายเดียว หรือปล่อยให้แต่ละท้องถิ่นต่างคนต่างทำ แต่ต้องร่วมมือทั้งระหว่างท้องถิ่นด้วยกันและระหว่างท้องถิ่นกับชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นายพงษ์ศักดิ์เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารหลายรูปแบบควบคู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการจัดการตนเองของชุมชน เพื่อให้การช่วยเหลือตรงความต้องการ ทั่วถึง และรวดเร็ว พร้อมเน้นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังภัยพิบัติให้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตได้โดยเร็ว โดยเปรียบบทบาทท้องถิ่นเสมือนการเตรียมร่มให้ประชาชนเปียกน้อยที่สุด และช่วยให้แห้งเร็วที่สุด เพื่อกลับมาเดินหน้าใช้ชีวิตตามปกติ


นำบทเรียนสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและความร่วมมือหลังเวที
หลังการเสวนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรวบรวมหลักฐาน ข้อจำกัด และช่องว่างข้อมูล เพื่อจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) เสนอต่อรัฐบาล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้และพัฒนาโจทย์ความร่วมมือ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละลุ่มน้ำ เมือง และชุมชน ไม่ใช้แนวทางเดียวกับทุกพื้นที่
กิจกรรมมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นประธานเปิด และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยเป็นผู้สังเคราะห์ประเด็นเบื้องต้นและกล่าวปิด จัดโดยคณะผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์