ปชป.ล็อกเป้าจี้ 4 – 5 รัฐมนตรี อภิปรายไม่ไว้วางใจ 5 วัน ไม่ใช่พิธีกรรม
อภิสิทธิ์ เผย ปชป.ล็อกเป้าหลักจี้ซักฟอก 4 – 5 รัฐมนตรีจาก 18 ย้ำต้องให้เวลา 5 วัน ชี้เป็นกลไกตรวจสอบสำคัญ ไม่ใช่พิธีกรรม ขอรัฐบาลเคารพเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ชื่อ นายกฯ บริหารเวลาปฏิบัติภารกิจได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี เสนอกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วัน ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคมนี้ ว่า ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นญัตติของฝ่ายค้าน
โดยได้ยื่นรายละเอียดต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้งหมด 18 คน และพรรคฝ่ายค้าน ได้หารือกันว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน เพื่ออภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คนให้ครบถ้วนตามเนื้อหาสาระ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือหลักตั้งต้นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่าสะดวกให้เวลาเท่าใดหรือวันไหน โดยส่วนตัวต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น และเชื่อว่าการประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันนี้จะมีการเสนอทางออก ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสามารถสอบถามถึงความจำเป็นในการใช้เวลาได้ ซึ่งเข้าใจว่าผู้แทนฝ่ายค้านที่เข้าร่วมประชุมพร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงต้องการเวลา 5 วัน
ส่วนภารกิจของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ มองว่า สามารถหาวิธีบริหารจัดการตารางเวลาได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากอภิปราย 3 วัน จะเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านในการอภิปรายด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ไม่ควรเป็นเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดฝ่ายรัฐบาลจึงต้องการลดเวลาชี้แจงของตัวเอง อยากให้นายกรัฐมนตรีทบทวนท่าที เนื่องจากที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในลักษณะที่ลดทอนความสำคัญมาโดยตลอด และอาจมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรมที่ปล่อยให้ผ่านไปให้เสร็จสิ้น
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่พิธีกรรม แต่เป็นกระบวนการสำคัญในการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายผู้อภิปรายต้องการนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่และได้รับคำตอบ ขณะเดียวกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ควรได้รับฟังทั้งผู้อภิปรายและผู้ชี้แจงอย่างครบถ้วน ก่อนตัดสินใจว่ารัฐมนตรีทั้ง 18 คน สมควรได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ หากทุกฝ่ายเคารพกระบวนการประชาธิปไตย ก็จะไม่มีปัญหาในการบริหารจัดการเวลา โดยต้องเริ่มจากการพิจารณาความจำเป็นของการอภิปราย
ทั้งนี้ เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมประชุมเอเปค แต่ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเวลา ว่าจะเปิดโอกาสให้สภาใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรอบเวลาที่ฝ่ายค้านเสนอสามารถดำเนินการได้ และการหารือของวิป 3 ฝ่ายจะช่วยให้เห็นความจำเป็นและสามารถคำนวณเวลาทั้งหมดได้อย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า หากรัฐบาลไม่ชี้แจงเหตุผลและเพียงยกมือโหวตอย่างเดียว ก็อาจสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานของสภา และมองว่าการอภิปรายเป็นเพียงพิธีกรรม
ส่วนกระแสข่าวหลังการอภิปราย ไม่ไว้วางใจอาจมีการควบรวมระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคกล้าธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบและไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทั้งสองพรรค แม้จะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการยุบรวมพรรคหรือการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะฝ่ายค้าน โดยมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คนตั้งแต่แรก โดยเล็งเป้าหมายหลักไว้ประมาณ 4-5 คน แต่เมื่อพรรคประชาชนระบุว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับรัฐมนตรีทั้งหมด 18 คน ก็ต้องให้เวลาอย่างเต็มที่เช่นกัน
สำหรับความเป็นไปได้ในการควบรวมพรรคทางการเมือง โดยมีการยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพรรคความหวังใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในปัจจุบันไม่ได้เปิดทางให้มีการควบรวมพรรคโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีให้สมาชิกลาออกจากพรรคเดิมแล้วไปสังกัดพรรคใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องสอบถามทั้งสองพรรคว่ามีเหตุผลอย่างไร
ส่วนกรณีนายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีสามีเป็นหุ้นส่วนเว็บไซต์พนัน ว่าได้หารือเรื่องนี้กันหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้พูดคุยกันแล้ว เนื่องจากนายศิริโชคสนใจประเด็นดังกล่าวและพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ โดยเมื่อวานนี้ได้เดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนที่จะถูกกำหนดเรียก เพื่อแสดงความพร้อมในการให้ข้อมูล และในวันพรุ่งนี้ นายศิริโชคจะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
เมื่อถามว่า แม้นายศิริโชคไม่ได้เป็น สส.จะมีการนำข้อมูลมามอบให้พรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคติดตามข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การออกมาพูดถึงบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา เป็นเรื่องของการแพ้การเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ท่านก็คิดได้เท่านี้”
ขณะที่กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบ น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ กรณีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ว่าสอดคล้องกับรายได้และรายจ่ายหรือไม่นั้น น.ส.การดีกล่าวสั้น ๆ ว่า ไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ และสามารถชี้แจงได้