ส่องกำไร 6 แบงก์ใหญ่ โตฝ่าดอกเบี้ยต่ำ รุกธุรกิจ Wealth
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 6 อันดับแรกของไทย เปิดกำไรไตรมาส 3/2569 และ งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 เผยภาพรวมยังเติบโต แม้เผชิญดอกเบี้ยต่ำ ธุรกิจ Wealth แรงหนุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 23/2569 และ งวด 9 เดือน ปี 2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กันเรียบร้อยแล้ว โดยแต่ละแห่งมีผลประกอบการ ดังต่อไปนี้
“กสิกรไทย” 9 เดือนทะลุ 40,000 ล้าน เพิ่มขึ้น 3.43% แม้ Q3 แผ่ว
ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อย รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 12,720 ล้านบาท ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 527 ล้านบาท หรือ 3.98% จากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ลดลงจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่มีจำนวน 9,841 ล้านบาท ลดลงจำนวน 550 ล้านบาท หรือ 5.29% เกิดจากภาวะตลาดในไตรมาสนี้ และการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่ของการเก็บค่าธรรมเนียม
ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,602 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,892 ล้านบาท ลดลงจำนวน 858 ล้านบาท หรือ 4.14% มาจากการดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจำนวน 10,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 177.90% สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 173.90% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทางด้านผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,348 ล้านบาท หรือ 3.43%
ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 94,992 ล้านบาท ลดลงจำนวน 9,247 ล้านบาท หรือ 8.87% จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
รวมทั้งธนาคารมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin : NIM) อยู่ที่ 2.89% แต่ธนาคารสามารถชดเชยได้จากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่มีจำนวน 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 9,185 ล้านบาท หรือ 21.51% จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า การจัดการกองทุน การลงทุน และการบริการประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 59,922 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,899 ล้านบาท หรือ 3.07% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40.79% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ
อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI (Artificial Intelligence) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยฤดูกาลของการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรอง จำนวน 30,171 ล้านบาท ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรอง อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถรองรับความไม่แน่นอนของปัจจัยต่าง ๆ โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 ที่ 1.40-1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
SCBX กำไร 9 เดือน 31,989 ล้าน ลดลง 14.3%
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2569 จำนวน 10,677 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ส่วนรายได้จากธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ
โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง และการตั้งสำรองปรับลดลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มมีกำไรสุทธิ 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมยังมีเสถียรภาพ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเงินลงทุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.07% ส่วนสินเชื่อขยายตัว 2.4% จากสิ้นปีก่อน นำโดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อดิจิทัลของกลุ่มคนรุ่นใหม่ รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน และเติบโต 12.8% ในงวดเก้าเดือนแรก ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี
ขณะที่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม แม้กิจกรรมการลงทุนของลูกค้าชะลอลงจากระดับสูงเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรก ตามภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการผสานศักยภาพภายในกลุ่ม รายได้จากการลงทุนและการค้าบันทึกผลขาดทุน 424 ล้านบาท เทียบกับกำไร 2,552 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 16,363 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6.3% จากปีก่อน มาจากการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติตลอดกระบวนการทำงานของบริษัทในกลุ่ม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 42.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการลงทุนลดลง มิได้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวสำหรับงวดเก้าเดือนแรกอยู่ที่ 42.1% สอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปี
ทางด้านคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ การขายสินเชื่อด้อยคุณภาพและการตัดหนี้สูญอย่างคัดสรร ตลอดจนการติดตามกลุ่มอุตสาหกรรมและลูกค้าที่มีความเปราะบางอย่างใกล้ชิด สินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 มาอยู่ที่ 2.95%
ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่มอยู่ที่ 3.21% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.17% มีสาเหตุหลักจากการปรับพอร์ตสินเชื่อของ AutoX ซึ่งเป็นไปตามแผน การตั้งสำรองลดลง 13.8% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ 1.37% ขณะที่ Coverage Ratio และอัตราส่วนเงินกองทุนตามกฎหมายยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 159.4% และ 18.5% ตามลำดับ
แบงก์กรุงเทพ กำไร 9 เดือนแผ่วต่ำกว่า 30,000 ล้าน
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.47%
ทั้งนี้ การขยายตัวของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคารและชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย
สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลงส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์จากกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 4.6% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 48.2% สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารมีการตั้งสำรองภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่า ด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.2% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 322.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 จำนวน 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.6% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 21.5%, 17.1% และ 17.1% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
“กรุงไทย” กำไรไตรมาส 3 พุ่ง 3.8%-9 เดือน ทรงตัว
ธนาคารกรุงไทย (KTB) แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582 ล้านบาท สินเชื่อขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ สอดคล้องกับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ มี NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 2.93% รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 205.3% ตั้ง Credit Cost ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด
โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.44% ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution
นอกจากนี้ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.8% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวเล็กน้อย และธุรกิจ Wealth ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการคุณภาพ portfolio อย่างระมัดระวัง
สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.0% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 38.8% ลดลงจาก 40.1% โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ 0.98%
ณ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ 20.70% ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนด
“กรุงศรี” โชว์กำไร 9 เดือน 25,572 ล้าน เพิ่มขึ้น 3.9%
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากความสามารถในการสร้างผลประกอบการของธนาคารในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อ ทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงิน และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสสาม อยู่ที่ 8,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.8% หรือจำนวน 15,382 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ซึ่งแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอาเซียนซึ่งเติบโต 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ แต่เติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ
ทางด้านเงินรับฝาก ลดลง 1.7% หรือจำนวน 29,380 ล้านบาท จากสิ้นเดือน ธ.ค. 2568 มีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเติบโตของเงินฝากออมทรัพย์ สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารงบดุลและโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.58% เทียบกับ 4.28% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 จากพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR และบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ผ่านโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาท จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มาจากการกระจายตัวของฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคาร รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานที่มีความท้าทาย
ทางด้านอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 45.6% จาก 46.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยกรุงศรีมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ส่วนอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 3.26% สิ้นเดือนธ.ค. 2568 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 231 เบสิสพอยท์ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 143.1% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.46% เทียบกับ 20.69%
“ทีทีบี” ไตรมาส 3 กำไรเด้ง 3% หนุน 9 เดือนโต
ด้านธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 5,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสะสม 9 เดือนแรกอยู่ที่ 1.61 หมื่นล้านบาท เติบโต 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ปัจจัยสนับสนุนมาจากการบริหารต้นทุนทางการเงิน พร้อมขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน
ทางด้านรายได้จากการดำเนินงานไตรมาส 3 อยู่ที่ 16,786 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากกำไรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและเงินปันผลปรับลดลง แต่เมื่อรวมงวด 9 เดือนแรก ธนาคารยังมีรายได้ 50,862 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก
สำหรับค่าใช้จ่ายดำเนินงานไตรมาส 3 ลดลง 5.1% จากไตรมาสก่อนหน้านี้ เหลือ 7,644 ล้านบาท หลังไตรมาสก่อนมีรายการค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตัดจำหน่ายระบบไอทีและบันทึกด้อยค่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยุติการใช้งาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายกลับเข้าสู่ระดับปกติ
ทั้งนี้ ภาพรวมตลอด 9 เดือนแรก ธนาคารมีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 23,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้อยู่ที่ 46% ตามเป้าหมาย และมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง 27,524 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 27,476 ล้านบาท
ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 3 มีมูลค่า 1.187 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อรถแลกเงินแบบไม่โอนเล่ม สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อรถจักรยานยนต์ภายใต้บริษัท ttb leasing แม้ยอดสินเชื่อรวมยังลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 จากนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง
ส่วนเงินฝากรวมอยู่ที่ 1.282 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน และ 1% จากสิ้นปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากเงินฝากดิจิทัล ttb ME save เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed รวมถึงเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ส่วนเงินฝากประจำลดลงตามการครบกำหนด สอดคล้องกับกลยุทธ์บริหารต้นทุนเงินฝาก ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องตลอด 8 ไตรมาส ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้เสียลดลงเหลือ 2.88% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 3.2%
นอกจากนี้ ผลกระทบจากอุทกภัยช่วงปลายไตรมาส 3 ธนาคารประเมินว่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากคาดว่ายอดสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจะมีสัดส่วนไม่เกิน 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดยแม้ความเสี่ยงดังกล่าวยังบริหารจัดการได้ แต่ธนาคารเลือกตั้งสำรองเพิ่มเติม (Management Overlay) เพื่อรองรับทั้งสถานการณ์น้ำท่วมและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 159% จาก 152% ณ สิ้นปี 2568 ส่วนของค่าใช้จ่ายตั้งสำรองไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาสก่อน ส่วนงวด 9 เดือนแรกตั้งสำรองรวม 12,113 ล้านบาท ลดลง 5.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน