หอการค้าไทย เตือนส่งออกปี 70 เสี่ยงสูง คาดโต 0.8-11.1% ขึ้นกับภาษีสหรัฐ-AI
สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินส่งออกไทยปี 2569 โต 17.8% มูลค่า 400.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนชะลอเหลือ 7.4% ในปี 2570 ที่ 430.5 พันล้านดอลลาร์ หลังฐานสูง พร้อมเปิดกรอบกว้าง 0.8-11.1% ตามความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐ วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่การเติบโตยังพึ่งพาสหรัฐและสินค้า Electronics สูง แนะเร่งปิดความไม่แน่นอน ART เดินหน้า FTA ไทย-EU และดึงการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศเพิ่ม
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกไทยปี 2569-2570 ว่า สถาบันฯ ประเมินการส่งออกทั้งปี 2569 จะมีมูลค่าประมาณ 400.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.8% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 340.2 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 60.6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีกรอบการเติบโตอยู่ที่ 15.3-20.5%
สำหรับช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 266.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.9% โดยอัตราการเติบโตเร่งขึ้นจาก 17.4% ในไตรมาสแรก เป็น 17.7% ในไตรมาส 2 และ 23.0% ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกมีการกระจุกตัวเพิ่มขึ้น โดย 5 ตลาดแรกมีสัดส่วนรวม 51.4% จาก 48.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สหรัฐเพียงตลาดเดียวมีส่วนแบ่งสูงถึง 24.3% เพิ่มขึ้นจาก 12.7% ในปี 2562 และ 20.3% ในปี 2568 ส่วน 10 สินค้าส่งออกหลักมีสัดส่วนรวมเพิ่มจาก 46.1% เป็น 51.5%
สหรัฐยังเป็นเครื่องยนต์หลักของการส่งออกไทย โดยช่วง 8 เดือนแรกขยายตัว 42.6% มีมูลค่า 64,733.8 ล้านดอลลาร์ และมี Contribution ต่อการเติบโตของการส่งออก 8.6 จุด ขณะที่อาเซียน 5 ประเทศโต 26.5% และจีนโตเพียง 9.9%
ในด้านสินค้า การเติบโตเกือบทั้งหมดมาจากสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัว 25.6% และมี Contribution 18.8 จุด จากการส่งออกรวมที่โต 18.9% โดยเฉพาะกลุ่ม Electronics มี Contribution สูงถึง 10.1 จุด ขณะที่สินค้าเกษตรหดตัว 1.2% และอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวเพียง 0.6%
นายวิเชียรระบุว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการส่งออกปีนี้ยังขับเคลื่อนด้วย “สองเครื่องยนต์” คือ ตลาดสหรัฐและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยหากตัดตลาดสหรัฐออก การส่งออก 8 เดือนยังโต 12.9% และหากตัด Electronics ออกยังโต 10.6% แต่การเติบโตที่กระจุกตัวทำให้ต้องติดตามความเสี่ยงจากทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐและวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างใกล้ชิด
สำหรับปี 2569 สถาบันฯ คาดว่าการส่งออกไปสหรัฐจะโต 36.3% เป็น 98.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกสินค้า Electronics โต 52.8% เป็น 90.8 พันล้านดอลลาร์
ตรงกันข้าม การนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวถึง 28.7% เป็น 442.5 พันล้านดอลลาร์ เร็วกว่าการส่งออก ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าประมาณ 41.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569
ส่วนปี 2570 การส่งออกไทยคาดว่าจะชะลอลงมาเติบโต 7.4% มีมูลค่าประมาณ 430.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ราว 29.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีกรอบการคาดการณ์กว้างตั้งแต่ 0.8-11.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 404.2-445.3 พันล้านดอลลาร์ ตามแต่ละฉากทัศน์
ในกรณีฐาน การส่งออกสหรัฐปี 2570 คาดโต 7.3% เป็น 106.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Electronics โต 14.2% เป็น 103.7 พันล้านดอลลาร์ ส่วนการนำเข้าคาดโต 8.2% เป็น 478.6 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ดุลการค้าขาดดุลประมาณ 48.1 พันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
สำหรับความแตกต่างระหว่างแต่ละฉากทัศน์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักทั้งอัตราภาษี ART มาตรการมาตรา 301 ของสหรัฐ ความต่อเนื่องของอุปสงค์ AI รวมถึงผลกระทบจากเอลนีโญต่อสินค้าเกษตร โดยกรณีแย่กว่าคาดส่งออกโตเพียง 0.8% ขณะที่กรณีดีกว่าคาดอาจขยายตัวได้ 11.1%
นายวิเชียรกล่าวว่า จุดที่ต้องจับตาคือการพึ่งพาสหรัฐในระดับสูง โดยสหรัฐมี Contribution ต่อการเติบโต 8.6 จุด มากกว่าอาเซียน 5 ประเทศ สหภาพยุโรป และจีนรวมกัน ขณะที่แรงหนุนจากการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีมีข้อจำกัดด้านเวลา และฐานส่งออกไปสหรัฐในช่วงปลายปี 2568 อยู่ในระดับสูงแล้ว
อีกประเด็นคือการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยช่วง 8 เดือนแรก การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 40,088.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 92.4% ขณะที่อัตราการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อการส่งออก Electronics เพิ่มจาก 1.17 เท่าเป็น 1.40 เท่า
ทั้งนี้ สถาบันยุทธศาสตร์การค้าเสนอว่า ไทยควรใช้ช่วงที่การส่งออกยังขยายตัวสูงเร่งกระจายฐานการเติบโตออกจากตลาดสหรัฐและสินค้า Electronics ซึ่งมีความเปราะบางต่อมาตรการภาษีและวัฏจักรสินค้า
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเร่งสรุปการเจรจา ART และเตรียมรับผลจากมาตรา 301 ของสหรัฐ เร่งปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อขยายตลาดที่มีการเติบโตสม่ำเสมอ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
สำหรับสินค้าเกษตร ควรแยกแนวทางแก้ปัญหาให้ตรงกับสาเหตุ โดยข้าวและมันสำปะหลังมีปัญหาด้านปริมาณ จึงต้องเตรียมรับความเสี่ยงจากภัยแล้งและเอลนีโญ ขณะที่น้ำตาลมีปัญหาหลักด้านราคา