ส่งออกยังแบกเศรษฐกิจไทย โพลหอกาค้าชี้ 73.5% ห่วงดอกเบี้ยสูงฉุดกำลังซื้อโลก
“ธนวรรธน์ พลวิชัย” มองส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังปี 2569 คาดโต 17.8% และปี 2570 ยังขยายตัวราว 7.4% โดย AI-Data Center และตลาดสหรัฐยังมีบทบาทหลัก แต่ต้องจับตาภาษีการค้าและความเสี่ยงรายอุตสาหกรรม ขณะที่ผลสำรวจสมาชิกหอการค้าไทย 113 ราย พบ 73.5% มองดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดการคลังโลกกระทบกำลังซื้อลูกค้าต่างชาติ ส่วน 24.8% ยก “ภาษีสหรัฐ” เป็นปัจจัยกระทบส่งออกปี 2570 มากที่สุด
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกยังถือเป็น “พระเอกสำคัญ” ของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และมีแนวโน้มที่จะยังมีบทบาทต่อเนื่องในปี 2570 โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 17.8% และปีหน้าจะยังขยายตัวประมาณ 7.4%
การลงทุนด้าน AI และ Data Center เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งจากการลงทุนโดยตรงและการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการผลิต การส่งออก และการลงทุนภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการส่งออกยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการพึ่งพาตลาดสหรัฐและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลสำรวจผู้ประกอบการสะท้อนว่า ปัญหาของแต่ละภาคธุรกิจแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับภาษี ART และมาตรการด้านการค้ากับสหรัฐ ขณะที่ภาคเกษตรกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศ ราคาอาหาร และภัยแล้ง ส่วนภาคการค้าให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอาเซียน
“ปัญหาของการส่งออกไม่ใช่ปัญหาในภาพกว้างทั้งหมด แต่เป็นปัญหาเฉพาะกลุ่ม เพราะฉะนั้นการแก้ไขต้องเป็นการแก้ไขตามจุดของแต่ละภาค” นายธนวรรธน์กล่าว
สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย จัดทำโดยสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทย 113 ราย กระจายอยู่ใน 6 ภูมิภาค โดยผู้ตอบ 25% อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากที่สุดเป็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม 32% รองลงมาคือภาคเกษตร 26% ภาคบริการ 22% และภาคการค้า 20%
ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 29.2% มองว่าผลจากการประชุม IMF-World Bank 2026 จะทำให้ทิศทางการส่งออกไทย “เหมือนเดิม” เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ 23.9% มองว่าดีขึ้น อีก 23.0% มองว่าแย่ลง และ 23.9% ยังไม่แน่ใจ
ในประเด็น AI และ Data Center ผู้ประกอบการ 40.7% มองว่า AI จะยังช่วยหนุนการส่งออกไทยในปี 2570 แต่แรงส่งจะชะลอลง ขณะที่ 31.0% ยังไม่แน่ใจ 15.0% มองว่าแรงหนุนจะหมดลง และมีเพียง 13.3% ที่มองว่าจะยังหนุนเต็มที่
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบ 41.6% มองว่าประโยชน์จากกระแส AI และ Data Center จะยังคงกระจุกอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเป็นหลัก มี 30.1% มองว่าจะกระจายไปสินค้าอื่นบ้างแต่ยังไม่ทั่วถึง และเพียง 9.7% มองว่าจะกระจายไปยังสินค้าส่งออกส่วนใหญ่
อีกความเสี่ยงสำคัญคือภาวะดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดทางการคลังทั่วโลก โดยผู้ประกอบการรวม 73.5% มองว่าจะกระทบการส่งออกผ่านกำลังซื้อของลูกค้าต่างชาติ แบ่งเป็น 33.6% ที่มองว่ากระทบมาก และ 39.8% มองว่ากระทบบางส่วน
เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมมองว่าจะได้รับผลกระทบมากหรือบางส่วนสูงถึง 88.9% ภาคบริการ 88.0% ภาคการค้า 78.3% ขณะที่ภาคเกษตรอยู่ที่ 37.9%
ด้านราคาอาหารโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการ 30.1% มองว่าเป็นทั้ง “โอกาสและภาระ” ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่ 24.8% มองว่าเป็นโอกาส และ 23.9% มองว่าเป็นภาระ โดยภาคการค้ามองว่าเป็นโอกาสมากที่สุดในสัดส่วน 52.2% และภาคเกษตร 37.9%
สำหรับความสามารถในการปรับตัวต่อมาตรการภาษีของสหรัฐ ผู้ประกอบการ 34.5% ระบุว่าสามารถปรับตัวได้บางส่วน แต่ยังมีอีก 30.1% ที่ระบุว่ายังปรับตัวไม่ได้ ขณะที่ 15.9% มองว่าปรับตัวได้ดี และ 19.5% ยังไม่แน่ใจ
เมื่อถามถึงตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดสำหรับการขยายการส่งออกไทยในปี 2570 ผู้ประกอบการเลือก “จีน” เป็นอันดับหนึ่ง 30.1% รองลงมาคืออาเซียน 23.9% สหรัฐ 15.0% และตะวันออกกลางและอินเดีย 13.3% ส่วนสหภาพยุโรปอยู่ที่ 4.4%
อย่างไรก็ตาม หากแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคเกษตรเลือกอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุด 44.8% ขณะที่ภาคบริการ ภาคการค้า และภาคอุตสาหกรรมให้น้ำหนักตลาดจีนมากกว่า
ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมองว่าจะส่งผลต่อการส่งออกในปี 2570 มากที่สุด คือ “ภาษีสหรัฐ” 24.8% ตามด้วยราคาอาหารโลกและเอลนีโญ 21.2% ราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 18.6% การค้าในภูมิภาคและอาเซียน 14.2% ดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดการคลังทั่วโลก 10.6% และกระแสการลงทุน AI 8.0%
ในกลุ่มภาคเกษตร ราคาอาหารโลกและเอลนีโญถูกเลือกเป็นปัจจัยสำคัญสูงถึง 51.7% ขณะที่ภาคการค้าให้น้ำหนักภาษีสหรัฐและการค้าในภูมิภาคและอาเซียนเท่ากันที่ 39.1%
สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ อันดับหนึ่งคือ “สินเชื่อและประกันภัยพิบัติสำหรับ SME” 31.9% รองลงมาคือการผลักดันข้อตกลงการค้าที่ลงนามแล้วให้เกิดผลจริง 24.8% และการลดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอาเซียน 23.9%
เมื่อแยกเป็นรายภาค ภาคเกษตร 62.1% ต้องการมาตรการสินเชื่อและประกันภัยพิบัติ ขณะที่ภาคการค้า 52.2% ต้องการให้รัฐบาลเร่งลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอาเซียน ส่วนภาคอุตสาหกรรมให้น้ำหนักกับการผลักดันข้อตกลงการค้าที่ลงนามแล้วให้เกิดผลจริง 44.4%
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางการส่งออก แต่โจทย์สำคัญคือการแก้ปัญหาให้ตรงกับแต่ละภาค ทั้งการเจรจาภาษีและ FTA การลดอุปสรรคการค้าในอาเซียน การรับมือภัยแล้งและความเสี่ยงภาคเกษตร รวมถึงการพัฒนาทักษะ AI เพื่อให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น