ตลท.เร่งเครื่อง BOI to IPO ดึงธุรกิจ New Economy เติมสีสันตลาดหุ้นไทย
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ฟันด์โฟล์วไหลออกจากหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดภูมิภาค ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก มองลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์-อุตสาหกรรมใหม่ช่วยดึงเงินทุนกลับ เดินหน้า BOI to IPO เพิ่มบริษัท New Economy เข้าตลาดหุ้น ยกโมเดลจีนชี้ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือหลายกระทรวง พร้อมลุ้น TISA เริ่มปี 2570
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค พบว่าเม็ดเงินที่ไหลออกจากไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังเป็นบวก สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย
สำหรับการไหลออกของเงินทุนในระยะที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความผันผวนและความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ทำให้นักลงทุนโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ ท่ามกลางทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2569 ถือว่ามีผลการดำเนินงานค่อนข้างดี โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นราว 60% สะท้อนความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อตลาดทุนไทย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่กระจายไปทุกกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากมีบริษัทขนาดใหญ่ในบางอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่บริษัทขนาดเล็กยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างจำกัด และมีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำกว่า
นายอัสสเดช กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะต่อไป คือการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งหากโครงการลงทุนต่าง ๆ มีความชัดเจนและสามารถสร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการไหลกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติในอนาคต
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับขยายกิจการ โดยปัจจุบันทีมงานเริ่มเดินทางไปสำรวจและหารือกับผู้ประกอบการแล้ว
เป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจจริง มีรายได้และผลกำไรที่ชัดเจน เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนที่จะเข้ามาลงทุนเฉพาะการซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงาน โดยการเข้าจดทะเบียนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยยังมีความท้าทาย เนื่องจากการตัดสินใจของผู้ประกอบการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนโยบายของบริษัทแม่ในต่างประเทศ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ และความเหมาะสมของการใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น
แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการออกแบบหลักเกณฑ์รองรับธุรกิจกลุ่ม New Economy เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ แต่ยังต้องประเมินความต้องการของผู้ประกอบการควบคู่กันไป โดยคาดว่ากระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาหลักปี จึงจะเริ่มเห็นผลในการนำบริษัทกลุ่มใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยยกตัวอย่างแนวทางของประเทศจีนที่ได้รับฟังจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ซึ่งระบุว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบาย คือการวางแผนและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐถึง 7 กระทรวง เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไม่ได้อาศัยเพียงมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์เท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและสถานีชาร์จล่วงหน้า แม้ในระยะแรกการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจยังไม่คุ้มค่า เนื่องจากจำนวนผู้ใช้รถ EV มีไม่มาก แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการทางการเงินเข้ามาสนับสนุนควบคู่กัน เช่น การลดต้นทุนทางการเงินสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Finance) เพื่อจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย มองว่าโครงการ Thailand Fast Pass เป็นตัวอย่างของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการลงทุนของภาคเอกชน
หากสามารถต่อยอดแนวทางดังกล่าวไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายในด้านอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศได้มากขึ้น
ส่วนความคืบหน้าโครงการบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อศึกษาและออกแบบมาตรการให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ คาดหวังว่าโครงการ TISA จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2570 เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสนับสนุนการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย