มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
ปาเจโร คือ สินทรัพย์ มรดกตกทอดอันทรงคุณค่าของ “มิตซูบิชิ” กลับมาปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าในปัจจุบัน
นี่คือคำกล่าวที่แสดงถึงความภาคภูมิของนายใหญ่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) “เรียวอิจิ อินาบะ”
ที่กล่าวขึ้นหลังจาก เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ มิตซูบิชิ ปาเจโร รถระดับตำนาน ที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ตัดสินใจย้ายฐานผลิตรถรุ่นนี้มาไว้ยังโรงงานผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ แหลมฉบัง
ไม่บ่อยนักที่นายใหญ่มิตซูบิชิ ไทยแลนด์ จะปรากฏตัวออกสื่อ แต่ครั้งนี้ “เรียวอิจิ อินาบะ” ได้อัพเดตถึงสถานการณ์โดยรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงทิศทางการกำหนดยุทธศาสตร์ของมิตซูบิชิ ไทยแลนด์ ในฐานะ “ฐานผลิตหลักที่สำคัญ” จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

ความคาดหวัง “ปาเจโร”
สำหรับมิตซูบิชิ ปาเจโร ถือเป็นรถยนต์ที่ครองใจผู้บริโภคมามากกว่า 44 ปี และรุ่นนี้เป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและความเป็นที่สุดของมิตซูบิชิได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยบริษัทแม่ได้มอบหมายความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ปาเจโรเพียงแห่งเดียวในโลก
ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตหลัก และศูนย์การส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ของมิตซูบิชิประเทศไทย
หลังจากเปิดตัว พร้อมประกาศราคาในประเทศไทยแล้ว มิตซูบิชิมีแผนส่งออกปาเจโรกลับไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ภายในปีงบประมาณ 2569 แล้ว
ยังมีแผนจะผลิตเพื่อรองรับตลาดส่งออกไปอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
ก่อนหน้านี้มิตซูบิชิตั้งเป้ายอดการจำหน่ายรถยนต์ปาเจโรไว้เดือนละ 1,000 คันในช่วงแรก แต่ผลจากเกิดน้ำท่วมที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อโรงงานและซัพพลายเออร์ที่ใช้ชิ้นส่วนผลิตปาเจโรส่วนหนึ่ง ซึ่งเราเร่งช่วยเหลือซัพพลายเออร์เพื่อช่วยให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ ทำให้เราต้องปรับกำหนดการส่งมอบรถออกไปช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้แทน ส่วนการส่งออกยังคงเป็นไปตามแผนเดิม แต่อาจมีการปรับจำนวนตามความเหมาะสม
เชื่อมั่นศักยภาพยานยนต์ไทย
มิตซูบิชิมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเป็นประเทศที่มีความพร้อมและมีศักยภาพที่ครบครัน ทั้งระบบซัพพลายเชนที่ครอบคลุม บุคลากรคุณภาพ มีทักษะฝีมือแรงงาน มีทักษะเชิงวิศวกรรมคุณภาพ และมีทรัพยากรบุคคลคุณภาพ พร้อมสนองตอบการผลิตรถยนต์ได้ ทั้งในระดับอาเซียนและรองรับความต้องการของตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง
จะเห็นได้ว่ามิตซูบิชิวางใจให้ประเทศไทยเป็นฮับผลิตรถยนต์เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออก ดังนั้นการนำรถเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมอย่างปาเจโรเข้ามาผลิตยังโรงงานแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เราเชื่อว่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ส่วนปีนี้มิตซูบิชิประเมินภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยมีความต้องการที่ระดับ 650,000-700,000 คัน และหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่คาดว่าจะมีการเติบโตก็คือเอสยูวี
แตกไลน์อัพ รับความต้องการ
ตามที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารใหญ่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส “คาโตะ ทาคาโอะ” ได้ประกาศไว้ ว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประกาศลงทุนในประเทศไทย 16,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า สำหรับรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต รวมถึง โครงการผลิตรถยนต์ปาเจโร, ปิกอัพไทรทัน และรถเอ็กซ์แพนเดอร์ ที่ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า (ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งแม้รายละเอียดเทคโนโลยีจะยังไม่นิ่ง แต่มิตซูบิชิให้ความสำคัญกับตลาดรถยนต์ไทย โดยทิศทางเบื้องต้นที่สามารถบอกได้คือ ต่อไปจะมีแผนนำระบบไฮบริดเข้ามาบรรจุไว้ในแผนผลิตภัณฑ์อนาคต
เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
ปัจจุบันมิตซูบิชิมีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจำนวน 3 โรงงาน
แต่ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดโดยรวม บริษัทได้ตัดสินใจชะลอแผนการผลิตรถยนต์ในส่วนของโรงงานแห่งที่ 3 เพื่อทบทวนสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างต่าง ๆ ภายในองค์กร อย่างไรก็ตามประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่ผ่านมามิตซูบิชิมีการลงทุนไปด้วยมูลค่าสะสมกว่า 100,000 ล้านบาท
ยอดผลิตรถยนต์สะสมทะลุ 7 ล้านคัน และส่งออกไปแล้วมากกว่า 5 ล้านคัน โดยการผลิตกว่า 80% เป็นการรองรับตลาดส่งออก ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะเริ่มกลับมาดีวันดีคืน
สุดท้าย นายอินาบะย้ำว่า มิตซูบิชิอยู่ในประเทศไทยมากว่า 65 ปี โตมาพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทซัพพลายเชน
ต่าง ๆ แน่นอนว่ามิตซูบิชิยังพร้อมเดินหน้าจูงมือเพื่อเติบโตเคียงข้างไปกับประเทศไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต่อไปอย่างยั่งยืน