จากผลงาน “ศุภจี” สู่ศึกซักฟอก จับตาเก้าอี้พาณิชย์กลางกระแสปรับ ครม.
จากการกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลอนุทิน 2 ของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” พร้อมเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเศรษฐกิจหลายด้าน ภายใต้โจทย์ใหญ่ทั้งค่าครองชีพ สินค้าเกษตร การส่งออก และสงครามการค้าโลก ผ่านการแถลงผลงาน 90 วัน ชูภารกิจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้า
ก่อนเข้าสู่ช่วงเผชิญแรงกดดันทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ หยิบปัญหาเศรษฐกิจและราคาสินค้าขึ้นตรวจสอบ ขณะที่กระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถูกจับตามองอีกครั้ง ท่ามกลางภารกิจเจรจาการค้ากับสหรัฐและสหภาพยุโรปที่ยังต้องเดินหน้าต่อเนื่อง
จากรัฐบาลอนุทิน 2 สู่ภารกิจพาณิชย์
การกลับเข้าสู่กระทรวงพาณิชย์ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ก่อนเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569
วันที่ 16 เมษายน 2569 นางศุภจีเดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เนื่องในโอกาสกลับมารับตำแหน่ง พร้อมประกาศทิศทางการทำงานภายใต้สถานการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่สูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาราคาสินค้าระยะสั้น แต่ต้องปรับระบบการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะการดูแลราคาสินค้า การสร้างรายได้ให้เกษตรกร การเปิดตลาดส่งออก และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
หนึ่งในการปรับทัพช่วงเริ่มต้น คือการเพิ่มกำลังผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เข้าไปสนับสนุนการทำงานของกรมการค้าภายใน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพทั่วประเทศ
ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2569 นางศุภจีแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยกำหนดเป้าหมายหลักภายใต้แนวคิด “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” พร้อมเปลี่ยนแนวทางทำงานเป็นการบูรณาการตามกลุ่มปัญหา หรือ Issue-based และดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมออกแบบมาตรการ
ขณะเดียวกัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม และงานด้านการท่องเที่ยว ทำให้บทบาทของนางศุภจีไม่ได้จำกัดเฉพาะการค้าภายในประเทศ แต่เชื่อมโยงถึงโครงสร้างการผลิต ภาคบริการ และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยด้วย
เปิดผลงาน 90 วัน สร้างมูลค่าการค้า 1.45 แสนล้าน
หลังเข้ารับตำแหน่ง กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจทั้งการลดค่าครองชีพ รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร สนับสนุน SMEs และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก่อนที่นางศุภจีจะแถลงผลงาน 90 วัน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569
รายงานของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การดำเนินงานในช่วงดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าได้กว่า 145,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดภารกิจระยะต่อไป 7 ด้าน เพื่อปรับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง
ด้านการลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยรายงานว่าสามารถลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้กว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,900 ล้านบาท ผ่านการลดราคาสินค้าจำเป็น การจัดกิจกรรม Back to School ร่วมกับสถานศึกษากว่า 1,000 แห่ง และการกระจายสินค้าราคาประหยัดผ่านเครือข่ายระดับอำเภอและรถพุ่มพวง
ด้านการสร้างรายได้ เดินหน้าส่งเสริม SMEs เข้าถึงช่องทางการตลาดออนไลน์ ขยายโอกาสแฟรนไชส์ รวมถึงโครงการแฟรนไชส์คนละครึ่ง ซึ่งภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ธุรกิจ
ขณะที่ภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งงานที่นางศุภจีให้ความสำคัญ โดยมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนและมังคุดภาคใต้ ซึ่งกระทรวงรายงานว่ามีการดูดซับผลผลิตออกจากพื้นที่แล้วไม่น้อยกว่า 200,000-300,000 ตัน
สำหรับข้าว มีมาตรการดูแล 5 ด้าน ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย การสนับสนุนเกษตรกรและโรงสี มาตรการดูดซับผลผลิตประมาณ 3 ล้านตัน ตลอดจนการพัฒนาข้าวประณีตและนำเทคโนโลยีมาติดตามพื้นที่ที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ
นางศุภจีระบุระหว่างแถลงผลงานว่า งานด้านการเกษตรเป็นผลงานที่ตนพอใจมากที่สุด เนื่องจากเห็นผลจากการลงรายละเอียดแก้ไขปัญหา แม้ยังมีข้อวิจารณ์และปัญหาที่ยังต้องดำเนินการต่อ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจและจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ดังกล่าวเป็นผลการดำเนินงานที่กระทรวงพาณิชย์รายงาน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อรายได้สุทธิของเกษตรกรและภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว ยังต้องพิจารณาจากข้อมูลผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงประกอบด้วย
เร่งปิดดีลภาษีสหรัฐ-FTA ภารกิจใหญ่ที่ยังไม่จบ
นอกเหนือจากการดูแลค่าครองชีพและสินค้าเกษตร อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของนางศุภจี คือการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า
ในการแถลงผลงาน 90 วัน นางศุภจีประกาศเดินหน้าเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) กับสหรัฐ รวมถึงมาตรการภาษีตามมาตรา 301 ตลอดจนการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดและรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย
วันที่ 4 กันยายน 2569 รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการหารือระหว่างนางศุภจีกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยระบุว่า การเจรจา ART ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญหลายส่วนแล้ว และยังเหลือรายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องดำเนินการต่อ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐให้ความมั่นใจว่าจะพิจารณาอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการเจรจายังไม่เท่ากับการได้ข้อยุติความตกลงทั้งหมด ทำให้ภารกิจด้านการค้าระหว่างประเทศยังเป็นงานสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาสิทธิประโยชน์ของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และมีความเกี่ยวข้องกับการจ้างงานภายในประเทศจำนวนมาก
นอกจากนี้ การเดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ภารกิจเหล่านี้สะท้อนว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้รับผิดชอบเฉพาะมาตรการระยะสั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาล หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน
จากผลงานเศรษฐกิจ สู่เป้าซักฟอก 18 รัฐมนตรี
ท่ามกลางการเดินหน้ามาตรการด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล หลังวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อม สส.ร่วมลงชื่อ 145 คน ยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151
ญัตติดังกล่าวครอบคลุมรัฐมนตรี 18 คน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สำหรับข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านระบุในญัตติส่วนของนางศุภจี มุ่งไปที่การบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพ โดยฝ่ายค้านกล่าวหาว่า การดำเนินงานของรัฐบาลยังไม่สามารถบรรเทาภาระประชาชนได้เพียงพอ และปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในระดับสูงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต
ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านเสนอให้สภาตรวจสอบ ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐมนตรีกระทำผิดหรือบริหารงานบกพร่องตามที่ถูกกล่าวหา โดยรัฐบาลและรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานต่อสภา
การถูกยื่นอภิปรายครั้งนี้จึงทำให้มาตรการดูแลค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องชี้แจงควบคู่กับผลงานด้านการค้าและเศรษฐกิจ แม้กระทรวงพาณิชย์จะรายงานผลการดำเนินงานหลายโครงการ แต่ฝ่ายค้านยังตั้งคำถามถึงผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากราคาสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
“ศุภจี” รับศึกซักฟอก พร้อมเปิดผลงานชี้แจง
ภายหลังมีชื่อเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางศุภจีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ว่า ไม่รู้สึกหนักใจ และมองว่าการอภิปรายเป็นโอกาสที่จะได้อธิบายผลการดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ประชาชนรับทราบ
นางศุภจีระบุว่า การมีชื่อถูกอภิปรายไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากตนรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลสัมฤทธิ์ของมาตรการรัฐบาล
พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่ตอบคำถามและชี้แจงข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางการรับมือของนางศุภจี ซึ่งเลือกใช้การชี้แจงผลการดำเนินงานเป็นคำตอบต่อกระบวนการตรวจสอบในสภา แทนการตอบโต้ทางการเมืองโดยตรง
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมตอบและชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้าน พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลเพื่ออธิบายต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ผลของการอภิปรายจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อกล่าวหา หลักฐานที่ฝ่ายค้านนำเสนอ คำชี้แจงของรัฐมนตรี และการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร
เกมการเมืองขยับ กระแสปรับ ครม.จ่อเก้าอี้พาณิชย์
ขณะที่รัฐบาลเตรียมเข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลับมีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้นควบคู่กัน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีของกระทรวงสำคัญ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์
ประเด็นดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคกล้าธรรม โดยมีรายงานกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับการจัดวางอำนาจทางการเมืองภายในรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ยังไม่ปรากฏข้อยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะมีการปรับนางศุภจีออกจากตำแหน่ง หรือมีข้อตกลงเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ตามกระแสข่าวดังกล่าว
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นางศุภจีให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย ถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเมื่อถูกถามว่าจะถอดใจหรือไม่ ได้ยืนยันว่า ยังคงทำงานตามปกติทุกวัน
ส่วนกรณีมีการจับตาว่าจะปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางศุภจีระบุว่า ไม่รู้สึกกังวล เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร
พร้อมย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสที่จะได้อธิบายมาตรการที่ดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้า ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้กระทรวงพาณิชย์ถูกจับตาทั้งในด้านความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในคณะรัฐมนตรี แม้กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจกับการปรับ ครม.จะเป็นคนละกระบวนการทางการเมืองก็ตาม
จับตาผลซักฟอก-อนาคตเก้าอี้พาณิชย์
ล่าสุด การเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจยังอยู่ระหว่างการหารือกรอบเวลาระหว่างรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร หลังการประชุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ยังไม่สามารถตกลงจำนวนวันอภิปรายได้ โดยมีการนัดหารืออีกครั้งวันที่ 22 ตุลาคม
เบื้องต้นรัฐบาลเสนอกรอบอภิปรายวันที่ 27-29 ตุลาคม และลงมติวันที่ 30 ตุลาคม ขณะที่ฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปรายมากกว่า เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายถึง 18 คน จึงยังต้องติดตามข้อสรุปเรื่องกำหนดการอย่างเป็นทางการ
สำหรับนางศุภจี การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงพาณิชย์มีทั้งผลการดำเนินงานที่ประกาศต่อสาธารณะและภารกิจสำคัญที่ยังต้องเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการเจรจาการค้ากับสหรัฐ การผลักดัน FTA การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และมาตรการลดค่าครองชีพ
จากการกลับมารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2569 การวางนโยบายรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ การแถลงผลงาน 90 วันเมื่อเดือนสิงหาคม จนมาถึงการถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนตุลาคม เส้นทางการทำงานของนางศุภจีจึงเข้าสู่ช่วงที่ต้องชี้แจงทั้งผลการดำเนินนโยบายและข้อสงสัยที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวการปรับ ครม. ทำให้เกิดอีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายกระทรวงพาณิชย์ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีจริง โดยเฉพาะงานเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนและกรอบเวลาต่อเนื่อง
บทสรุปทางการเมืองจึงยังต้องรอทั้งผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ภารกิจทางเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีหรือไม่ก็ตาม