ศึก ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’แค่ใช้กฎหมายก็จบ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
แม้หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” จะเป็นสื่อที่เน้นนำเสนอเรื่องราวในแวดวงธุรกิจเป็นหลัก แต่นำเสนอความเป็นไปของสังคมด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
หนึ่งในประเด็นร้อนแรงช่วงนี้คือการกลับมาเกิดข้อพิพาทการย้ายสถานศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน หลังสองฝ่ายเปิดศึกตีกันอีกรอบ
ทำให้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้องลงมาดำเนินการด้วยตัวเอง
มีแนวโน้มว่าถึงเวลาต้องย้ายสถานที่ตั้งแล้วอย่างจริงจังมากขึ้น
เมื่อเห็นท่าทีเอาจริงเอาจังของภาครัฐ ทั้ง 2 สถาบันแทบจะใช้ไม้ตายเดิมออกมา คือการรวมกลุ่มต่อต้าน พยายามยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม เพราะต้องการอยู่ในสถานที่เดิมต่อไป
ยกเรื่องที่ดินพระราชทาน และขั้นตอนการครอบครองพื้นที่ของจุฬาฯ รวมถึงกังวลเรื่องนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ฯลฯ
ซึ่งหากใครติดตามข่าวสารของ 2 สถาบันนี้มาตลอด พบว่าเป็นโมเดลเดิม ๆ ที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว
รวมถึงการให้สัตยาบันว่าจะไม่วิวาทกันอีก
โดยเฉพาะประการสุดท้ายแทบไม่มีใครเชื่อถือ เพราะเมื่อปี 2552 ทั้งคู่เคยร่วมจับมือตกลงว่าจะยุติศึกต่อหน้านายตำรวจระดับสูง หลังจากวิวาทกันรุนแรงหลายครั้งต่อเนื่อง จนรัฐบาลมีท่าทีจะย้ายสถานศึกษาออกไปอยู่ที่อื่น
แต่เงียบเชียบได้พักเดียวก็เปิดศึกกันอีก จนมีกระแสเรียกร้องให้ย้ายสถาบันอีกหลายต่อหลายครั้ง
ล่วงเข้าปี 2561 เมื่อกระแสให้ย้ายสถาบันแรงขึ้น ตัวแทนนักศึกษาและอาจารย์ 2 สถาบันทำข้อตกลงแบบเดิมอีกรอบ
และอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปี 2569 เมื่อ อว.มีท่าทีจะสั่งย้ายจริง ๆ ทั้ง 2 สถาบันขอจับมือทำสัญญายุติศึก (อีกแล้ว)
หากดูจากอดีตเชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะเบาลงในระยะเวลาหนึ่ง รอให้เรื่องย้ายสถาบันค่อย ๆ เงียบไปเหมือนแต่ก่อน สักพักก็มีโอกาสปะทะกันอีก
เปิดศึกใหญ่อีกสักรอบ สองรอบ เมื่อรัฐบาลออกมาขู่จะย้าย ทั้ง 2 สถาบันจะทำตัว “เจี๋ยมเจี้ยม” รักการเรียน รักสถาบัน ขอความเห็นใจ
ปิดท้ายด้วยทำสัญญาสงบศึก
อันที่จริงการแก้ปัญหานักเรียนตีกัน จะว่าง่ายก็ไม่ใช่ จะว่ายากก็ไม่เชิง
เคยมีข้อเสนอในการกำราบนักเรียน-นักเลง วิธีสะดวกที่สุดและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจังกับนักเรียน-นักศึกษาที่เกี่ยวข้อง
เช่นการพกพาอาวุธ หรือยกพวกตีกัน หากจับได้ตำรวจดำเนินคดีจริงจัง ทางสถาบันลงโทษไล่ออก
หากรุนแรงถึงมีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ก็ส่งฟ้องศาลตามขั้นตอน เท่านี้ก็สามารถลดจำนวนผู้ก่อเหตุลงได้แล้ว และยังเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูได้ด้วย
เพราะเด็กที่ตั้งใจมาเรียนจริงย่อมไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ
เพียงแต่ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายสำหรับเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ก่อความรุนแรง หากไม่ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเพียงการตักเตือน เรียกผู้ปกครองหรืออาจารย์มารับตัวไป แล้วจบกันแค่นั้น
คำตอบที่มักได้ยินจากตำรวจหรืออาจารย์ทั้ง 2 สถาบัน คือกลัวเด็กเสียอนาคต
เลยปล่อยพวกหัวโจกก่อเหตุรุนแรงอยู่เนือง ๆ เพราะแค่ไม่ทำคนตาย แทบจะไม่มีใครโดนดำเนินคดีจริงจังสักรายเดียว
พอตัวแสบเรียนจบไป รุ่นน้องเห็นตัวอย่างก็สานต่อเจตนารมณ์ เพราะถึงถูกจับอย่างมากก็ว่ากล่าวตักเตือน เผลอ ๆ ค่อยยกพวกตีกันใหม่
ลูปนรกนี้จึงไม่จบไม่สิ้น
อันที่จริงแค่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ปัญหานี้น่าจะเบาบางลงนานแล้ว แต่เพราะตำรวจหรืออาจารย์ไม่ทำหน้าที่อย่างจริงจังนี่แหละ
คือต้นตอปัญหาที่แก้ไม่ตกเสียที