สหพันธ์ขนส่งฯ อัดรัฐลดภาษี B20 “เกาไม่ถูกที่คัน” จ่อปักหลักประท้วง ย้ำปฏิรูปพลังงานทั้งระบบ
สหพันธ์ขนส่งฯ อัดรัฐบาลลดภาษีน้ำมัน E20-B20 “เกาไม่ถูกที่คัน” ผนึกภาคประชาชน-แรงงาน ยื่น 9 ข้อเรียกร้องบีบปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ จี้ตัด “ต้นทุนทิพย์-ค่าการกลั่นมหาโหด” ลั่น 4 พ.ย. เคลื่อนพลยื่นคำขาด หากเพิกเฉยพร้อมระดมทัพรถบรรทุกบุกยึดหน้ากระทรวง ปักหลักยาวตลอดเดือน พ.ย.
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจ ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เป็นระยะเวลา 3 เดือนว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอและ “เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน” เนื่องจาก B20 และ E20 ไม่ใช่น้ำมันหลักที่ใช้ในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ แต่ส่วนใหญ่ใช้ในภาคการเกษตร เช่น รถไถนา หรือรถสูบน้ำ ดังนั้น การลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะจุดนี้จึงไม่ได้ผลในวงกว้าง
จากปัญหาดังกล่าว สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยจึงได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายกลุ่ม ทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการรถโดยสาร กลุ่มสหภาพผู้ใช้แรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งเป็นมวลชนหลัก รวมถึงกลุ่มผีเสื้อขยับปีก เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและแถลงข้อเรียกร้องสำคัญรวม 9 ข้อ ซึ่งมีทั้งข้อเรียกร้องเดิมและข้อเรียกร้องใหม่ที่ชัดเจน
หากเมินข้อเรียกร้อง พร้อมยกระดับปักหลักยาวหน้าก.พลังงาน-คมนาคม
ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ เตือนว่า หากยื่นข้อเรียกร้องแล้วรัฐบาลยังคงเพิกเฉย ทางกลุ่มมีความจำเป็นต้องยกระดับการมาชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยอาจพิจารณาเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองหรือมวลชนอื่น เช่น กลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือกลุ่มของกำนันมะโน
นอกจากนี้ เตรียมวางแผนนำขบวนรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามากรุงเทพฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเดือนธันวาคมมีพระราชพิธีสำคัญหลายประการ โดยการยกระดับครั้งนี้อาจเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นการเดินทางมาวันเดียวกลับ เป็นการนำมวลชนและยานพาหนะเข้าปักหลักยืดเรื้อเป็นเวลาเป็นเดือน ณ บริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน หรือหน้ากระทรวงคมนาคม
“วันที่ 4 เราเคลื่อนพลแน่นอน ถ้ารัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่มาตอบรับ งานนี้อาจมีอยู่ยาว หากไม่ได้ตามที่เรียกร้อง เที่ยวนี้เรายกระดับแน่นอน”
ชี้โครงสร้างราคาปี 2524 เอื้อกลุ่มทุน-โรงกลั่น รวยบนคราบน้ำตาประชาชน
สำหรับเหตุผลความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันนั้น ดร.ทองอยู่ อธิบายอย่างละเอียดว่า ประเทศไทยใช้โครงสร้างราคาน้ำมันเดิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อสร้างจูงใจและเพิ่มผลประโยชน์ ให้กับนักลงทุนมาตั้งโรงกลั่น ในยุคที่ประเทศมีเพียงโรงกลั่นบางจากแค่แห่งเดียว
ทว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันมากถึง 6 แห่ง แต่กติกาและโครงสร้างราคาพลังงานกลับไม่เคยได้รับการปฏิรูป ยังคงปล่อยให้มีค่าการตลาดแพง ราคาน้ำมันสูง และเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูง ส่งผลให้กลุ่มทุนพลังงานและโรงกลั่น รวมถึง ปตท. รวย แต่ประชาชนกลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระ
“ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า เพราะประชาชนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว ถ้าท่านไม่ปรับ เราจะทำให้ท่านปรับ” ดร.ทองอยู่กล่าว
จี้ตัด “ต้นทุนทิพย์-ภาระแฝง” เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงตามเพื่อนบ้าน
ดร.ทองอยู่ ระบุเพิ่มเติมว่า หากปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จ จะส่งผลดีต่อซัพพลายเชนและช่วยลดค่าครองชีพด้านอื่น ๆ ทันที เนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของทุกภาคส่วน ทั้งภาคครัวเรือน เกษตรกรรม ขนส่ง และอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะพยายามปรับเปลี่ยน แต่มองว่ายังทำงานช้าเกินไปและยังไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูปพลังงานให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ได้แก่
- ตัดต้นทุนทิพย์: ตัดส่วนต่างต้นทุนที่ไม่มีอยู่จริงออกทั้งหมด
- ยกเลิกค่าพลังงานแอบแฝง: เช่น ค่าไฟถนนที่ถูกนำมาผลักภาระให้ประชาชนรับบ่อเกิดมานานกว่า 20 ปี
- ทบทวนค่าการกลั่น: ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดค่าการกลั่นไว้สูงถึงประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยกำหนดไว้เพียงราว 2.80 บาทต่อบาร์เรล การกำหนดราคาเช่นนี้ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนโรงกลั่นอย่างชัดเจน
ดร.ทองอยู่ กล่าวทิ้งท้ายถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมว่า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ระดับ 5–6% เช่น เวียดนามที่เติบโต 5% แต่ GDP ของประเทศไทยกลับเติบโตในอัตราที่ต่ำมาก จนเสี่ยงที่จะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา ดังนั้น การแก้ไขราคาพลังงานจึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูประเทศ
โดยในช่วงท้าย ดร.ทองอยู่ ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้งกลุ่มเกษตรกร ประชาชนระดับรากหญ้า คนทำงาน และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ และค่าไฟฟ้า ให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมให้กับคนไทยทุกคน
