เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แบงก์ชาติ ผนึก ‘IMF-ธนาคารโลก’ รับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ชี้สร้างความเสียหายถึง 4.3 แสนล้านบาท
Finance แบงก์ชาติ ผนึก ‘IMF-ธนาคารโลก’ รับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ชี้สร้างความเสียหายถึง 4.3 แสนล้านบาท
ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณ 66,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณ 66,950 บาท
หุ้นไทยวันนี้ลุ้นเด้ง! รับ IMF อัพ GDP โบรกฯ ชู 4 ธีมหุ้นน่าสะสม
Finance หุ้นไทยวันนี้ลุ้นเด้ง! รับ IMF อัพ GDP โบรกฯ ชู 4 ธีมหุ้นน่าสะสม
สู้มือ สู้เท้า ทันเกม ทันใจ เอกภพ โฆษกรัฐบาลสาย ‘เพรสซิ่ง’
Politics สู้มือ สู้เท้า ทันเกม ทันใจ เอกภพ โฆษกรัฐบาลสาย ‘เพรสซิ่ง’
กลุ่มทิสโก้โชว์กำไรไตรมาส 3 โต 4.3% งวด 9 เดือนพุ่ง 5.7% รายได้ทุกธุรกิจหลักไปได้ดี
Finance กลุ่มทิสโก้โชว์กำไรไตรมาส 3 โต 4.3% งวด 9 เดือนพุ่ง 5.7% รายได้ทุกธุรกิจหลักไปได้ดี
คำขอนิรโทษ ‘ทักษิณ’ ถึงมืออนุฯกลั่นกรองแล้ว ก่อนชง คกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
Politics คำขอนิรโทษ ‘ทักษิณ’ ถึงมืออนุฯกลั่นกรองแล้ว ก่อนชง คกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ราคาน้ำมันดิบผันผวน หลังตลาดคาดข้อตกลงส่งออกน้ำมันดีเซลจากรัสเซียช่วยเพิ่มอุปทาน
Economic ราคาน้ำมันดิบผันผวน หลังตลาดคาดข้อตกลงส่งออกน้ำมันดีเซลจากรัสเซียช่วยเพิ่มอุปทาน
กฟผ.ขีดเส้นปี’70 ตัดสินใจลุย SMR ดันโซลาร์ลอยน้ำรับดาต้าเซ็นเตอร์
Economic กฟผ.ขีดเส้นปี’70 ตัดสินใจลุย SMR ดันโซลาร์ลอยน้ำรับดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อจีนตื่นทอง
World เมื่อจีนตื่นทอง
จับตาชง ครม. ของบลุย ‘ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ’ ตั้ง ‘อธิบดีกรมอุตุ’
Politics จับตาชง ครม. ของบลุย ‘ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ’ ตั้ง ‘อธิบดีกรมอุตุ’
ดูทั้งหมด

ดีอีแก้กม.ไซเบอร์ลดแรงต้าน วงในย้ำพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลยังน่าห่วง

01 พ.ย. 2561 | 10:30น.

กระทรวงดิจิทัลฯเร่งแก้ร่างกฎหมายไซเบอร์ หวังประกาศใช้ให้ทันรัฐบาลนี้ ลั่นเคลียร์ให้ครบทุกข้อท้วงติง ทั้งตัดนิยามที่เปิดช่องให้กำกับ “คอนเทนต์” ดึงอำนาจศาลเข้า “ยึด-ค้น” ตั้งบอร์ดเล็กถ่วงดุลเลขาธิการ พร้อมยึดโมเดลแบงก์ชาติเป็นต้นแบบ “กปช.” ฟากวงในย้ำอย่าลืมร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล เหตุยังมีช่องโหว่อีกเพียบ กระทบทั้งประชาชน-ธุรกิจวงกว้าง

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังหลายฝ่ายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อ 27-28 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงได้จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเพื่อร่วมกันปรับปรุงร่างฉบับนี้อีกครั้ง โดยเห็นพ้องตรงกันว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นต้องมี

“ปรับแนวคิดทั้งหมด กำหนดขั้นตอนรับมือภัยไซเบอร์ระดับต่าง ๆ ตั้งองค์กรมาดูแลเฉพาะ สร้างสมดุลอำนาจ”

ตัด “คอนเทนต์” ออกจากนิยาม

ข้อกังวลสำคัญคือ นิยาม “ทรัพย์สินสารสนเทศ” ในมาตรา 3 ที่เดิมครอบคลุมถึงการกำกับ “คอนเทนต์” ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจะตัดออก เพื่อให้จำกัดเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่ต้องดูแลรวมถึงการกำหนด CII (critical information infrastructure) หรือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด ที่ล่าสุดระบุไว้ 6 โครงข่ายหลัก อาทิ โครงข่ายของระบบสาธารณูปโภค แต่ร่างใหม่จะไม่ระบุไว้ เพื่อให้สะดวกหากมีโครงข่ายใหม่ ๆ ที่สำคัญเพิ่มขึ้น โดยจะออกเป็นกฎหมายลูกระบุไว้แทน

ดึงอำนาจศาล-ตัดอำนาจเลขาฯ

ส่วนการตั้งสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) มาดูแลนั้น เดิมท้วงติงเรื่องสถานะที่ไม่เหมาะสมกับอำนาจที่มีมาก จึงจะเปลี่ยนให้ กปช.เป็นส่วนราชการหน่วยงานของรัฐภายใต้ พ.ร.บ.เฉพาะ ในลักษณะเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ประสานงานกับส่วนราชการได้ แต่สามารถสร้างระบบค่าตอบแทนที่จะดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพได้พร้อมลดทอนอำนาจเลขาธิการ กปช. โดยดึงการใช้ดุลพินิจ ไปอยู่ที่คณะกรรมการชุดเล็กที่บอร์ดไซเบอร์ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้แต่งตั้ง ทั้งการตรวจค้น เข้าเคหสถาน ยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะกำหนดเงื่อนไขปฏิบัติการไว้ โดยจะต้องขอหมายศาลก่อน หากไม่ใช่ภัยร้ายแรงที่ทำให้โครงข่ายล่มได้ แต่ถ้าร้ายแรงให้คณะกรรมการชุดเล็กสั่งการได้ทันที

“ส่วนความรับผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ถึงไม่ได้มีกำหนดไว้ แต่ก็เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้อยู่แล้ว”

สำหรับการกำหนดบทลงโทษของการฝ่าฝืน พ.ร.บ.นี้ ที่หลายฝ่ายมองว่าร้ายแรงมากเกินไปก็จะให้มีการทบทวนอีกครั้ง

“จากนี้จะนำข้อสรุปทั้งหมดมาปรับปรุงเป็นรายมาตรา แล้วเชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูว่าจะปรับปรุงตรงไหนอีกหรือไม่ รวมถึงคณะทำงาน 3 ฝ่าย

ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมที่จะตั้งขึ้นด้วย ก่อนนำร่างล่าสุดเสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้มีมติส่งเข้ากระบวนการนิติบัญญัติของ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ต่อไป ซึ่งยังเชื่อว่าจะประกาศใช้ได้ทันรัฐบาลนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางกฤษฎีกาเป็นหลัก”

ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยืนยันว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาทบทวนอีกครั้งก่อนเสนอเข้า ครม. แต่เชื่อว่าเนื้อหาชัดเจนพอที่จะคุ้มครองสิทธิ์ประชาชน

กม.ข้อมูลส่วนบุคคลยังน่าห่วง

ด้านแหล่งข่าวภายในวงการไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” โดยกังวลว่าร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งจะสร้างผลกระทบกับทั้งประชาชน และองค์กรทั้งภาครัฐและธุรกิจแน่นอนหากประกาศใช้ตามร่างฉบับล่าสุด

“กฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกคน ทุกธุรกิจ ทุกองค์กรในประเทศนี้ ง่าย ๆ ถ้าแอบใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปถ่ายคลิปคนอื่นแล้วไปเผยแพร่ ตามร่างฉบับล่าสุด จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 7 ล้านบาท

แต่มีเวลาให้ทุกคนทุกองค์กรเตรียมตัว ทั้งทำความเข้าใจ พัฒนาระบบต่าง ๆ เพียง 180 วันหลังประกาศใช้ ทั้งที่เป็นเรื่องใหม่มากของประเทศ ขณะที่ฝั่งสหภาพยุโรปให้เวลาเตรียมตัว 2 ปีหลังประกาศใช้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะมี GDPR (กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป) ก็มีกฎหมาย DPD ที่คล้ายกันบังคับใช้อยู่แล้ว”

ที่สำคัญคือ มีข้อกำหนดที่ระบุเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ์ มาตรการกำกับมาตรฐานของระบบในการจัดเก็บ-ใช้-ประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ มีน้อยมาก อาทิ หัวใจสำคัญของ GDPR คือ ต้องมีการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงของการออกแบบระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของแต่ละหน่วยงานตั้งแต่ต้น เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา โดยมีองค์กรกลางเข้าไปตรวจสอบและสั่งให้ปรับปรุงได้ แต่ในร่างกฎหมายของไทย ไม่มีส่วนนี้เลย แต่กลับมุ่งไปที่การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่

ยังไม่ได้มาตรฐาน GDPR

“GDPR ระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่ยินยอมให้มีการทำธุรกรรมและให้ข้อมูลของพลเมืองยุโรปไหลไปสู่องค์กรที่ไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลเทียบเท่า GDPR ฉะนั้น หากไทยไม่มีกฎหมายนี้ องค์กรที่อยากทำธุรกิจกับยุโรปก็ต้องไปทำสัญญาการันตีมาตรฐานเอาเองเป็นรายบริษัท ซึ่งยากมากในทางธุรกิจ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือต่อให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ตามฉบับล่าสุดก็จะยังมีปัญหานี้อยู่ดี เพราะไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ให้เพียงพอตามที่ GDPR กำหนดไว้ และยังจะเกิดปัญหาจากความไม่รู้ของประชาชน ซึ่งบทลงโทษรุนแรง มีทั้งโทษจำคุก โทษปรับด้วย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กม.ไซเบอร์ กระทรวงดิจิทัล