มือปราบคอนเทนต์ กสทช. “พีระพงษ์ มานะกิจ”
สัมภาษณ์พิเศษ
เป็นหนึ่งใน กสทช.ที่ไม่ค่อยได้ออกสื่อ แต่มีบทบาทสำคัญในการกำกับด้านเนื้อหาคอนเทนต์ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบรอดแคสต์ “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดมุมมอง กสทช. “พลโทพีระพงษ์ มานะกิจ”
Q : กำกับเข้มข้นทั้งจอดำ-สั่งปรับ
ตอนมีกฎหมายพิเศษ คำสั่ง คสช. เราก็กำกับเข้มข้นขึ้น ตอนนี้ก็กลับสู่ระบบเดิม แต่ยิ่งนานวัน ผู้ประกอบการกับ กสทช.ก็เข้าใจกันมากขึ้น ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหา เชิญมาพูดคุยกันก็ได้ผลแล้ว
ส่วนเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคก็ดีขึ้นเยอะ เพราะร่วมมือกับ อย. ถ้ามีอะไรส่อแววว่าผิด/ไม่ผิด ก็รีบส่งให้ อย.วิเคราะห์ ถ้าผิดก็จะรีบแจ้งให้ช่องทีวีระงับ ทำให้เดี๋ยวนี้โฆษณาที่ผิดกฎหมายตรง ๆ ลดลง
เราทำงานแบบเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน กสทช. ไม่ควรใช้กฎหมายอย่างเถรตรง เคร่งครัดเกินไป ควรช่วยกันแก้ปัญหามากกว่าจะลงโทษ ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
ส่วนเรื่องใบอนุญาตทีวี มีมาตรการในการสกรีนคุณภาพคนที่จะได้ไลเซนส์ทีวีเข้มข้นขึ้น ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะเขาจะมีเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด ทำสังคมเสื่อมได้
Q : วิทยุชุมชนที่มอมเมาหลอกลวง
ตอนนี้วิทยุชุมชนเหลือสัก 4,800 สถานี วิทยุชุมชนเป็น dilemma ของเสรีภาพ ก่อนปี 2540 มีแนวคิดว่าควรให้ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของสื่อ แต่ก็ลืมไปว่าประชาชนชุมชนที่พร้อมเข้ามาเป็นเจ้าของคลื่นมีอยู่น้อยมาก ส่วนมากจะกลายเป็นเอกชน กลุ่มธุรกิจ ยิ่งในเชิงไฟแนนซ์ เชิงองค์ความรู้ ชุมชนที่พร้อม ไม่ต้องไปพึ่งพิงโฆษณา นับ ๆ แล้วมีแค่ 10% ที่เหลือกลายเป็นว่า หนูจน
ต้องเอาวิทยุมาหารายได้ ถ้าไม่รับโฆษณาแล้วจะอยู่อย่างไร ซึ่งจะคิดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะวิทยุชุมชน คือ เนื้อหาที่ไปกระทบสังคม วัฒนธรรม สุขภาพ การที่คุณเอาวิทยุมาทำหากินให้ท้องอิ่ม สังคมต้องตอบผม คนร่างกฎหมายต้องตอบว่า ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบตรงนี้ หรือให้ใครก็ได้มามีวิทยุ
Q : แล้ว กสทช.จะจัดการอย่างไร
เป็นคำถามที่มีมิติทางการเมืองปนอยู่ คือ ด้านหนึ่งคุณต้องเห็นใจคนจน ด้านหนึ่งต้องเห็นกับสังคมส่วนใหญ่ ถ้าเราเห็นใจคนจนแต่ไม่สกรีนอะไรเลย เท่ากับผลักภาระไปให้สังคม คนจะได้ฟังเนื้อหาที่กระทบกับมิติทางวัฒนธรรม มิติทางสุขภาพ กินยารักษาได้สารพัดโรคที่หลอกลวงชัด ๆ ผมมีกฎหมายในมือ แต่สังคมต้องตอบผมว่าจะให้จัดการแบบไหน
ผมเห็นมีงบประมาณบางส่วนที่อาจจะพอมาช่วยเหลือได้ด้วยการสนับสนุนให้บรรดาช่องต่าง ๆ ไม่ต้องรับโฆษณา แล้วร่วมกลุ่มกันทำรายการส่งเสริมสุขภาพแทน แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่บรรดาเอกชน หรือภาครัฐจะเปลี่ยนเป็นจ้างให้ช่องทีวีวิทยุนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อสุขภาพแทนโฆษณา
Q : กม.พิเศษกวาดการเมืองหมด
ใช่ แต่ก็มีนักการเมืองที่กำลังคุยกันว่า พวกที่เคยถูก ม.44 กวาดไปจะทำอย่างไรให้กลับมาออกอากาศได้ ผมก็อัศจรรย์ใจมาก ที่คิดจะมาขอให้เพิ่มไลเซนส์วิทยุชุมชน ซึ่งกฎหมายปัจจุบันทำไม่ได้
Q : วิทยุดิจิทัลจะแก้ปัญหาวิทยุชุมชน
ถ้าจะแก้ปัญหามันต้องเป็นการแทนที่ คือ กวาดวิทยุชุมชนให้หายไปหมด แต่มันมีอิมแพ็กต์เพราะวิทยุดิจิทัลต้องลงทุนสูง นั่นแปลว่าคุณจะกลายเป็นการสนับสนุนทุนที่ใหญ่กว่าทุนชาวบ้านให้เป็นเจ้าของสื่อ แล้วชาวบ้านก็จะหายไป ทุกอย่างถึงได้ยังละล้าละลัง กสทช.ก็ยังเห็นไม่ตรงกัน ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นว่า ยังไม่ควรทำ เพราะถ้าไม่กล้ากวาดวิทยุชุมชน ก็เท่ากับมีเพิ่มขึ้นอีก 1,200 สถานี เป็นปัญหาเยอะขึ้น
จึงเป็นปัญหาเศรษฐศาสตร์การเมืองถึงได้อยู่เฉย ๆ กันไปก่อน เพราะดูท่าทีแล้ววิทยุชุมชนจะต้องทยอยถอนตัวไปเอง ด้วยสภาวะหลอมรวมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีคนขอคืนไลเซนส์เยอะ
Q : ทีวีโฆษณาขายของกันเกลื่อน
ต้องถามว่าถ้าเราเข้มงวดเรื่องการโฆษณา แล้วทั้งทีวีดาวเทียมและภาคพื้นดินอยู่ไม่ได้ จำนวนลดลง พวกโฆษณาขายของมันไปเด้งอยู่บน OTT คอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเจ้าของเป็นทุนใหญ่ภายนอกที่ กสทช.คุมไม่ได้เลย ฉะนั้นควรจะเน้นที่การทำความเข้าใจ ไม่ใช่สั่งปรับเขามากเกินไป เหมือนเราเตะหมูเข้าปากหมา
แต่หลัก ๆ แล้ว ตัวเรตติ้งก็จะสะท้อนเองว่า เมื่อไรที่โฆษณามากไปจะไม่มีมนุษย์ดูเลย
ส่วนการกำกับโฮมช็อปปิ้งให้น้อยลง เราเคยร่างหลักเกณฑ์ แต่ตอนนั้นสถานการณ์ทีวีดิจิทัลค่อนข้างแย่ เราไม่อยากให้รับภาระมากไปแล้วจะอยู่กันไม่รอด แต่เมื่อช่วยกันสุด ๆ แล้ว เขาก็จะต้องปรับสมดุลด้วยตัวเอง ถ้าดูแล้วว่ามีคนร้องเรียนเยอะขึ้น ก็อาจจะต้องถึงเวลาที่จะหยิบร่างมาทบทวน
Q : จะกำกับ OTT เป็นไปได้ไหม
เป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่ไทยเราเป็นประเทศเล็กยิ่งทำได้ยาก ประเทศเดียวทำไม่รอด ควรจะต้องรวมกลุ่มเป็นทั้งอาเซียน แบบนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ เพื่อไปหาพันธมิตรกับประเทศรอบ ๆ ข้าง เพราะพวกนี้เป็นทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ขนาด กสทช.ของฝรั่งเศสที่เคยไปคุยด้วยยังบอกว่ายาก
Q : ภารกิจปี 2563
จะปรับกลยุทธ์เป็นเชิงรุกมากขึ้นในด้านคุ้มครองผู้บริโภค โดยใช้การรณรงค์มากขึ้น ทำความเข้าใจในพื้นที่มากขึ้น เพราะปัญหาที่เกี่ยวกับผู้บริโภคจากกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ไปพันกับความยากจนของราษฎรที่ไม่มีโอกาสในการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ขณะที่คนที่ผลิตยาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็หวังหากำไรด้วยการโฆษณาหลอกลวง แม้เราจะกำกับให้ลดลงได้บ้าง ต้องลงพื้นที่ให้เข้าถึงคนที่ขาดความรู้ขาดโอกาสและสั่งปรับจริงจังกับผู้ที่ถือใบอนุญาตจาก กสทช. ซึ่งคดีเกี่ยวกับผู้บริโภค กสทช.สั่งปรับได้สูงสุดถึง 5 ล้านบาท เป็นยาแรง ปีนี้จะจริงจังขึ้น หลังจากปีที่แล้วเน้นให้ความรู้ ส่วนคอนเทนต์การเมือง หลังเลือกตั้งก็ยังไม่มีใครร้องเรียนเข้ามา
Q : 8 ปี ปัญหาอุปสรรค
ก็แก้ ๆ กันไป เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.เก่งมาก ทำระบบไว้ดี ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ลูกน้อง แต่อยู่ที่ระดับนโยบายด้วยกันเอง กว่าบอร์ดจะจูนกันเข้ากันได้ก็หลายปี