กสิกรไทยเผย 3 เหตุผล ทำไมนักลงทุนต้องลงทุนตลาดหุ้นเอเชีย
KBank เผยมุมมองตลาดหุ้นเอเชียอนาคตเติบโตโดดเด่น อานิสงส์จำนวนประชากรเกือบ 60% เมื่อเทียบกับประชากรทั่วโลก ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ถึง 30% เมื่อเทียบกับจีดีพีโลก ชี้ช่องจับจังหวะลงทุนช่วงตลาดหุ้นผันผวนช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย-สงครามการค้า
ธนาคารกสิกรไทย รายงานว่า เนื่องจากจำนวนประชากรในเอเชียมีมากถึงเกือบ 60% ของประชากรทั่วโลก และมีสัดส่วนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนเอเชียเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการรายใหญ่ของโลก ส่งผลให้เอเชียมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของเอเชียมีมากถึง 30% ของจีดีพีโลก อย่างไรก็ตาม หุ้นเอเชียยังมีสัดส่วนเพียง 13% ในดัชนีหุ้นโลก (MSCI All-Country World Index) ดังนั้น มีโอกาสสูงที่หุ้นเอเชียจะมีบทบาทในตลาดหุ้นโลกมากขึ้น
นางสาวพีรกานต์ ศรีสุข ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการลงทุนในหุ้นเอเชีย คือ การเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเอเชียที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยทาง บลจ.กสิกรไทย ได้กระจายการลงทุนในกองทุนหุ้นเอเชีย 2 กองทุน ได้แก่ Morgan Stanley Asia Opportunity ในสัดส่วน 75% และ Lombard Asia High Conviction ในสัดส่วน 25% ซึ่งทั้งสองกองทุนมีนโยบายเลือกหุ้นแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Bottom-up) โดยเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโตสูง
นอกจากนี้ กองทุนเปิดเค เอเชีย คอนโทรล โวลาติลิตี้ (K-ASIACV) ยังเป็นกองทุนหุ้นเอเชียเดียวในไทยที่มีกลไกควบคุมความเสี่ยง โดยผู้จัดการกองทุนมีกลไกการปรับพอร์ตอัตโนมัติอย่างน้อยทุกสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจับจังหวะซื้อขาย โดยผู้จัดการกองทุนจะเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดเมื่อตลาดมีความผันผวนมากขึ้น และมีกลไกในการกลับเข้าลงทุนอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดส่งสัญญาณฟื้นตัว ทำให้ลดความเสี่ยงขาลงและไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนขาขึ้น
นายชิไค เฉิน Head of Asia Ex-Japan Equity and a Senior Portfolio Manager for Asia, Lombard Odier กล่าวว่า การจัดสรรเงินลงทุนด้วยการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท และไม่จัดสรรเงินลงทุนตามประเทศหรืออุตสาหกรรม เห็นได้จากผลงานย้อนหลัง 6 ปีที่ผ่านมาว่าการเลือกหุ้นที่ถูกต้อง ทำให้กองทุนมีผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากองทุนอื่นๆ
ทั้งนี้ Lombard Odier มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเอเชียในอีก 12 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่ ราคาหุ้นยังน่าสนใจ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่สูง รวมถึงหลายๆ ประเทศในเอเชียยังรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเอเชียกลับมาได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว หรือ ประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ อย่างละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชียยังคงมีปัจจัยเสี่ยง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยหลายประเทศได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัทในเอเชีย นอกจากนี้ ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนยังคงปกคลุมตลาด อีกทั้งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ตลาดเอเชียมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนที่ดีเช่นกัน
สรุป 3 ประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการลงทุนในหุ้นเอเชีย ได้แก่
- ความสำคัญของเอเชียที่สูงขึ้น ในปี 2553 เอเชียมีสัดส่วนเพียง 55% ของตลาดเกิดใหม่ แต่ในปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 80% ด้วยความที่เอเชียเป็นภูมิภาคมีประชากรจำนวนมากที่สุดในโลกและจำนวนชนชั้นกลางก็สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เรามองว่าบทบาทความสำคัญของหุ้นเอเชียในตลาดหุ้นโลกจะสูงขึ้นต่อจากนี้
- ผลตอบแทนจากค่าเงิน ประเด็นค่าเงินเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญสำหรับการลงทุนในบางประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่ผลกำไรหรือผลขาดทุนจากค่าเงินจะกระทบผลตอบแทนจากราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เรามีการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงผลตอบแทนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักลงทุน
- ศักยภาพในการเติบโตของเอเชีย เอเชียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยมีแรงหนุนจากจีนเป็นหลัก
ด้าน นางสาวศิริพร สุวรรณการ Financial Advisory Head Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวแบบรูปทรงโลโก้ไนกี้ (Nike-Shaped) โดยฟื้นตัวได้ดีในช่วงแรก และการที่จะฟื้นตัวกลับไปถึงระดับก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 นั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งหลายประเทศในเอเชียนั้นสามารถควบคุมโควิด-19 ได้ดี ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวก่อน นอกจากนี้ในระยะยาวภูมิภาคเอเชียจะมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินส่งผลให้ดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ดังนั้น หุ้นจึงเป็นส่วนสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนในสภาวะดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ โดยต้องเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้ชนะและหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้แพ้ และหัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้านทั้งในเชิงคุณภาพ และตัวเลขทางการเงิน
KBank Private Banking แนะนำกองทุน K-ASIACV ที่บริหารโดย Morgan Stanley และ Lombard Odier ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเอเชียที่เน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาด โดยแตกต่างกับ K-ASIA ที่มีอยู่ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก และยังโดดเด่นกว่ากองทุนประเภทเดียวกันในตลาด
โดย KBank Private Banking เชื่อว่าภูมิภาคเอเชียจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคต ดังนั้น การลงทุนในหุ้นเอเชียจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุน