“ภูมิใจไทย” ลุยอีสานคิกออฟ “แบริเออร์ยางพารา” ลั่นดันราคาพุ่ง 61.30 บาท
“ภูมิใจไทย” ตะลุยอีสานเหนือคิกออฟ “แบริเออร์-หลักนำทางยางพารา” ลั่นโปรเจ็กต์ดันราคาพุ่ง 61.30 บาท
“ศักดิ์สยาม-มนัญญา-ทรงศักดิ์” ลงพื้นที่อีสานเหนือคิกออฟโครงการนำน้ำยางพารามาใช้ปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน จ.นครพนม บึงกาฬ เลย ประกาศลั่นโปรเจ็กต์แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และ “หลักนำทางยางธรรมชาติ” ดันราคาน้ำยางพารา ยางก้อนถ้วย พุ่ง 43-61.30 บาท/กก.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางไปยัง จ.นครพนม เป็นประธานเปิดโครงการ การนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) บริเวณทางหลวงหมายเลข 2033 ตอนคำพอก-หนองญาติ กม.ที่ 55+425 – 55+575 ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม

นายศักดิ์สยามเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ยางพาราซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ประสบปัญหาราคาตกต่ำ รัฐบาลจึงมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา รับทราบแนวทางการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแผนงานโครงการ
โดยใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) ซึ่งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้ว นับเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน
“แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติสามารถที่จะช่วยลดแรงปะทะที่เกิดจากการชน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และยังช่วยเหลือชาวเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างรายได้ จากการนำยางพารามาปรเกอบการผลิตไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท”
นายศักดิ์สยามกล่าวอีกว่า หลังเปิดโครงการแล้วจะศึกษากระบวนการผลิต อุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน ด้วยการใช้ยางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่นิยมทำกันมากกว่า 55% ของเกษตรกรชาวสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ
เนื่องจากยางก้อนถ้วย ผลิตง่าย และไม่ต้องใช้เงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรโดยตรงมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ในการเพิ่มมูลค่า จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา มีรายได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต สร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราในประเทศให้มากขึ้น

“หลังท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคิกออฟโครงการยางพาราที่ จ.จันทบุรี และมอบให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคิกออฟที่ จ.สตูล ผ่านมา 1 เดือน ราคาน้ำยางพาราเพิ่มจากเดิมกิโลกรัมละ 43 บาท เป็น 61.30 บาท ปรับขึ้นมาเกือบ 20 บาท แต่ครั้งนี้ที่ จ.นครพนม ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีสานเหนือ ส่วนใหญผลิตยางก้อนถ้วย เดิมราคาตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท วันนี้ราคาเพิ่มเป็น 43 บาทแล้ว ต่อไปสหกรณ์จะซื้อตรงกับชาวเกษตรกร จะทำให้ราคาดีขึ้น ถ้าไม่ได้ราคา 43 บาทไม่ต้องขาย”
ทั้งนี้ สำหรับการนำยางก้อนถ้วยมาใช้ในการผลิตแผ่นยางพาราคลุมแท่งแบริเออร์ทุก 1 เมตร ใช้ยาง 28 กิโลกรัม โดยมีราคาขายที่ 3,400 บาท ดังนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราได้ถึง 121 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการยกระดับยางพาราก้อนถ้วย ไปทั้งระบบอีกด้วย
“วันนี้จะคิกออฟโครงการยางพาราใน 3 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 25-26 ก.ย.นี้ วันนี้ที่นครพนม พรุ่งนี้บึงกาฬ และเลย ซึ่งทั้ง 3 จังหวัด เป็นจังหวัดมีการปลูกยางพารามากที่สุด เป็นอันดับต้นๆ ของภาคอีสาน”
นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของพี่น้องประชาชน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการนำยางพารามาใช้เป็นอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยทางถนน
ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้มีการศึกษาและวิจัยพบว่า มี 2 ผลิตภัณฑ์ ที่มีความเหมาะสมและมีปริมาณยางพาราเป็นส่วนผสมจำนวนมาก สามารถลดความรุนแรงของการชนปะทะได้ คือ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ
“ได้ทำการทดสอบทั้งในประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้แล้ว โดยใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์วิ่งเข้าชนเพื่อวัดแรงปะทะที่เกิดขึ้น พบว่าผู้ขับขี่ได้รับค่าแรงกระแทกน้อยกว่าค่ามาตรฐาน ลดอัตราความรุนแรงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้เป็นอย่างมาก”

ทั้งนี้ กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทได้กำหนดแผนการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2563-2565 มีปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 1,007,951 ตัน และจะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล. และ ทช. ระยะทางรวม 12,282 กม. คิดเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับ 30,108 ล้านบาท
และจะมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อเปลี่ยนแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ ทดแทนที่เสื่อมสภาพหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ยางพาราในทุกๆ ปี ปีละไม่น้อยกว่า 336,000 ตัน
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติของสถาบันเกษตรกรในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ได้แก่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกาแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติแก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และได้จัดเตรียมความพร้อมสำหรับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ที่จะดำเนินการในระยะที่ 1 ในปี 2563 จำนวน 30 แห่ง

แยกเป็นสหกรณ์ที่ผลิต แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต 17 แห่ง กำลังการผลิต 579 กิโลเมตรต่อปี และสหกรณ์ที่ผลิตหลักนาทางยางธรรมชาติ จำนวน 13 แห่ง กำลังการผลิต 832,800 ต้นต่อปี และจัดเตรียมเงินทุนเพื่อ สนับสนุนสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้จากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์
จากการคาดการณ์ในระยะที่ 1 นี้ จะสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรได้ 34,000 ตัน คิดเป็นเงินที่เกษตรกรได้รับประมาณ 952 ล้านบาท เมื่อคิดตลอดโครงการฯ ถึงปีงบประมาณ 2565 จะรวบรวมน้ำยางสดจาก เกษตรกรได้ 1 ล้านตัน คิดเป็นเงินที่เกษตรกรได้รับ 30,100 ล้านบาท จะสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา และสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพแก่ชาวสวนยางพาราได้เป็นอย่างดี
สําหรับ จ.นครพนม มีสหกรณ์ผู้ปลูกยางพารา 54 แห่ง สมาชิก จำนวน 4,811 ราย ผลผลิตส่วนใหญ่จะเป็นยางก้อนถ้วย ปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้เริ่มผลิตแผ่นยางธรรมชาติ ครอบกำแพงคอนกรีต และผลิตหลักนาทางยางธรรมชาติแล้ว 7 แห่ง
จะมีการขยายผลให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจ ชุมชน ให้มีความสามารถในการผลิตได้เพิ่มมากขึ้นในระยะที่ 2 ที่จะดำเนินการในปี 2564 – 2565 ต่อไป


