เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
Columns ‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
Politics ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
News ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
ทองคำเดือนตุลาคมจะลงต่อเป็นเดือนที่ 2 หรือกลับมาขึ้นแรง
Finance ทองคำเดือนตุลาคมจะลงต่อเป็นเดือนที่ 2 หรือกลับมาขึ้นแรง
5 ทศวรรษ ‘ปรีชา กรุ๊ป’ กางโรดแมปปั๊มรายได้ 1,000 ล้าน
Real Estate 5 ทศวรรษ ‘ปรีชา กรุ๊ป’ กางโรดแมปปั๊มรายได้ 1,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

จ้างแล้วไม่ไปทำงาน เรียกค่าเสียหายได้ไหม ?

28 พ.ย. 2563 | 10:12น.
พนักงาน
คอลัมน์เอชอาร์ คอร์เนอร์

ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
http://tamrongsakk.blogspot.com

กรณีตามหัวข้อข้างบนนี้คงจะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าถ้าเซ็นสัญญาจ้างแล้วเราไม่สามารถไปทำงานกับบริษัทที่เราเซ็นสัญญาจ้างได้จะมีผลยังไง ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัด ๆ อย่างนี้นะครับ

“ฉลอง” ไปสมัครงานกับบริษัท ก และในที่สุดบริษัท ก ตกลงรับ “ฉลอง” เข้าทำงาน เขาจึงเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัท ก ไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องไปเริ่มงานในวันที่ 1 เดือนหน้า ซึ่งในสัญญาจ้างงานนี้ระบุเงื่อนไขเอาไว้ว่า ถ้าเขาไม่มาเริ่มงานตามสัญญา บริษัทจะปรับค่าเสียหาย 2 เท่าของเงินเดือน (สมมุติว่าบริษัท ก ตกลงให้เงินเดือนฉลองเดือนละ 30,000 บาท ถ้า “ฉลอง” ไม่มาเริ่มงานตามสัญญา บริษัท ก จะปรับค่าเสียหายจากฉลอง 60,000 บาท)

ต่อมา “ฉลอง” เกิดได้งานที่บริษัท ข อีกแห่งหนึ่ง และบริษัท ข ก็จ่ายเงินเดือนให้ดีกว่าบริษัท ก เขาจึงอยากไปทำงานบริษัท ข มากกว่าบริษัท ก

นี่ถึงได้เป็นปัญหาว่าถ้า “ฉลอง” ไม่ไปทำงานที่บริษัท ก ตามสัญญาจ้าง บริษัทจะเรียกร้องให้เขาจ่ายค่าเสียหายตามสัญญาได้ไหม

แล้วถ้า “ฉลอง” ไม่ยอมจ่ายล่ะ บริษัทจะทำยังไง ?

แหม…พอได้ยินเรื่องทำนองนี้แล้ว คิดถึงเพลง “ก็เคยสัญญา” ของ “พี่ป้อม-อัสนี” ขึ้นมาทันทีเลยครับ เพราะถ้าสัญญาอะไรไว้แล้วไม่มาตามนัดนี่ เป็นใครก็คงจะมีเคืองกันบ้างแหละ

ผมมีข้อคิดอย่างนี้ครับ ?

1.ถ้า “ฉลอง” จะไม่ไปทำงานกับบริษัท ก ก็ควรเข้าไปพบผู้บริหาร หรือ HR ของบริษัท ก และบอกเขาไปว่าเราไม่สะดวกจะไปทำงานกับบริษัท ก จริง ๆ เนื่องจากได้งานใหม่ที่มีโอกาสในการเรียนรู้งาน และมีความก้าวหน้า ซึ่งในอนาคตก็ไม่แน่ว่า “ฉลอง” อาจจะนำความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้กลับมาร่วมงานกับบริษัท ก อีกก็เป็นไปได้ และต้องขอบคุณบริษัท ก ที่ให้โอกาสให้ฉลองได้เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้

พูดง่าย ๆ คือไปบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมาให้เขาได้เข้าใจ ดีกว่าหายไปเฉย ๆ แล้วไม่มาเริ่มงานตามสัญญา

2.หาก “ฉลอง” อธิบายเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงแล้ว บริษัท ก ยังคงยืนยันที่จะให้เขาจ่ายค่าเสียหายให้สองเท่า (คือ 60,000 บาท) ตามสัญญาให้ได้ บริษัท ก ก็คงจะต้องไปฟ้องศาลแรงงานเอาเอง แล้วไปพิสูจน์ให้ศาลท่านเห็นว่าการที่ “ฉลอง” ไม่มาเริ่มงานตามสัญญาจ้างนี้ ทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างไร เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับศาลแล้วล่ะครับ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัท ก จะต้องเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาลเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ไปให้ศาลดู คงไม่ใช่ไปศาลครั้งสองครั้งแล้วจบ อยู่ที่ว่าบริษัท ก จะยอมเสียเวลาหรือเปล่า

ซึ่งไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คำถามก็มีอยู่ว่าตกลงบริษัท ก ตั้งกิจการขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง หรือตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สมัครงานกันแน่ล่ะครับ สู้เอาเวลาที่จะต้องไปขึ้นศาลไปทำธุรกิจของตัวเองจะดีกว่าหรือไม่

3.ถ้า “ฉลอง” จะใช้วิธีศรีธนญชัยก็สามารถจะทำได้ นั่นคือ “ฉลอง” ไปเริ่มงานที่บริษัท ก แล้วทำงานไปสัก 2-3 วัน เขาก็ยื่นใบลาออกจากบริษัท ก ซึ่งตามระเบียบอาจจะระบุว่าพนักงานที่จะลาออกต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้า 30 วัน “ฉลอง” ก็ทำตามนั้น (โดยขอผัดผ่อนบริษัท B ไปสัก 1 เดือน ซึ่งโดยทั่วไปถ้าเขามีคุณสมบัติที่บริษัท B อยากได้จริง ๆ ส่วนใหญ่รอได้อยู่แล้วครับ)

หากทำแบบนี้ บริษัท ก จะฟ้องร้องค่าเสียหายกับ “ฉลอง” ไม่ได้แต่ก็อีกแหละครับว่าทำไมไม่พูดกันตรงไปตรงมาตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องมาลับ-ลวง-พรางกันแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่เลย แถมจะทำให้เสียความรู้สึกกันมากกว่าด้วยซ้ำไป

4.“ฉลอง” ทำให้บริษัท ก เกิดความรู้สึกแย่ไปกว่านั้นได้อีก คือเขามาทำงานกับบริษัท ก สัก 2-3 วัน แล้วยื่นใบลาออกวันนี้ และมีผลวันพรุ่งนี้ โดยไม่ต้องทำตามระเบียบของบริษัท เพราะการที่ลูกจ้างยื่นในลาออกนั้น ในทางกฎหมายแรงงานถือว่าลูกจ้างแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างกับนายจ้าง หากลูกจ้างระบุวันที่มีผลไว้วันไหนในใบลาออก เมื่อถึงวันที่ระบุไว้ก็จะมีผลให้ลูกจ้างพ้นสภาพได้ทันที โดยไม่ต้องให้นายจ้างอนุมัติแต่อย่างใด

หาก “ฉลอง” ทำแบบนี้ก็แน่นอนว่า บริษัท ก ยิ่งจะไม่พอใจมากขึ้น และยังสามารถไปฟ้องศาลแรงงานว่า การที่ “ฉลอง” ไม่ยื่นใบลาออกตามกฎระเบียบของบริษัทนั้น ทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง คิดเป็นมูลค่าตัวเงินเท่าไหร่เพื่อให้ศาลท่านพิจารณา ซึ่งกรณีนี้ก็จะคล้ายกับการไปฟ้องให้ศาลแรงงานตัดสินตามข้อ 1 ซึ่งอยู่ที่ศาลจะวินิจฉัยต่อไป

จากที่ผมแชร์มานี้ ท่านคงจะพอมีไอเดียแล้วนะครับว่า หากท่านที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ท่านควรจะปฏิบัติแบบไหนถึงจะเหมาะสม และในทำนองเดียวกัน หากท่านเป็นคนที่ทำงานด้าน HR หรือเป็นฝ่ายบริหารของบริษัท ก ท่านควรจะตัดสินใจอย่างไรถึงจะเหมาะสมเช่นกัน

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น การตัดสินใจรับคนเข้าทำงานกับการตัดสินใจแต่งงานนั้น ผมว่ามันมีอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ กันคือ เมื่อเราตัดสินใจแต่งงานหรือตัดสินใจรับคนเข้าทำงานก็หมายความว่า เราอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันระยะยาว และหวังจะเจริญก้าวหน้าไปด้วยกันจริงไหมครับ

แต่ถึงแม้ว่าจะตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกันแล้ว แจกการ์ดแล้ว แต่มาพบความจริงว่าอีกฝ่ายไม่ได้รัก และอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเราอย่างจริงจัง ก็สู้เจ็บแต่จบดีกว่ายืดเยื้อแล้วเรื้อรัง !

การรับคนเข้าทำงานก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อผู้สมัครเขาไม่อยากมาทำงานกับเราแล้ว ต่อให้บริษัทไปบีบบังคับถึงกับต้องให้เขาทำสัญญาใช้ค่าเสียหาย แล้วจะบังคับเอาตามสัญญา ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นอนาคตอยู่แล้วว่าไปกันไม่ได้ สู้เอาเวลาไปหาผู้สมัครงานคนใหม่ที่เขาอยากจะมาทำงานกับเราไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งเรามีโอกาสจะได้คนใหม่ที่อาจจะดีกว่าคนที่ปฏิเสธเราในครั้งนี้ก็ได้นะครับ

ฝากไว้ให้เป็นข้อคิดสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครงานที่จะเซ็นสัญญาจ้าง และบริษัทที่คิดจะทำสัญญาประเภทนี้เอาไว้ด้วยว่าจะควรหรือไม่ และจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

แต่ถ้าบริษัทไหนยังเห็นสมควรจะทำสัญญาจ้างทำนองนี้อีกต่อไปก็เอาตามที่สบายใจเลยนะครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ HR CORNER