เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มาร์ค ชี้ “AI ต้องพัฒนาไวขึ้น” สวนทาง แซม-อีลอน-ดาริโอ AI ต้องชะลอ
Tech มาร์ค ชี้ “AI ต้องพัฒนาไวขึ้น” สวนทาง แซม-อีลอน-ดาริโอ AI ต้องชะลอ
“สุนันทา” ชู 500 กิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างดีลใหม่ทั่วโลก
Economic “สุนันทา” ชู 500 กิจกรรมส่งเสริมการค้า สร้างดีลใหม่ทั่วโลก
ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
เศรษฐกิจภูมิภาค EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
Finance SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
World อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
Finance ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
Politics พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
การศึกษา ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
Politics นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
ดูทั้งหมด

ทำไมรัฐต้องกระตุ้นการบริโภค

18 มี.ค. 2564 | 07:18น.
คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์

พงศ์นคร โภชากรณ์ 
[email protected]

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา วิกฤตโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจหดตัวต่ำสุดในรอบ 22 ปี ใกล้เคียงวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540-2541 และเป็นการหดตัวเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุน การจ้างงาน การส่งออกสินค้า

คำถามตัวโต ๆ คือ รัฐบาลจะใช้เครื่องมืออะไรมาฉุดให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หวังพึ่งการส่งออกคงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกก็โดนพิษโควิด-19 เล่นงานจนโคม่าไม่แพ้กัน การลงทุนเอกชนก็คงไม่ได้ เพราะนักลงทุนยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไหร่ การท่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะวันนี้เพิ่งมีคนได้รับวัคซีนเพียง 30,000 กว่าคนเท่านั้น

การใช้จ่ายภาครัฐก็อาจจะพอช่วยได้เพราะต้องทำหน้าที่เป็นตัวปรับสมดุลเศรษฐกิจ หรือ economic stabilizer อยู่แล้ว แต่การใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นรายจ่ายประจำคงไม่สามารถกระตุ้นอะไรได้มาก ภาระและความหวังจึงไปตกอยู่ที่การใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นรายจ่ายลงทุนที่มีสัดส่วนเพียง 6.7% ของ real GDP เท่านั้น (real GDP ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10.2 ล้านล้านบาท) พูดง่าย ๆ คือการลงทุนภาครัฐตัวเล็กเกินไป เหมือนเอารถมอเตอร์ไซค์มาฉุดรถสิบล้อขึ้นจากหลุม

ดังนั้น เครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากพอที่จะดึงเศรษฐกิจขึ้นจากก้นเหวได้ก็คือ การบริโภคภาคเอกชน เพราะมีมูลค่าประมาณ 5.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 54.6% ของ real GDP (แซงการส่งออกสินค้าที่มีสัดส่วน 54.3% ของ real GDP และมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าการส่งออกสินค้าในรอบ 16 ปี)

ฉะนั้น ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลจึงทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภาคเอกชนที่ลงถึงมือพี่น้องประชาชนโดยไม่ผ่านใครหลายโครงการ คิดเป็นเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมต้องเติมกำลังซื้อให้ถึงมือประชาชน คำตอบคือ การบริโภคภาคเอกชนที่มีขนาด 54.3% ของ real GDP ก็คือ ผู้บริโภคทั้ง 67 ล้านคนในประเทศ คำนวณแบบเฉลี่ยง่าย ๆ คือ ผู้บริโภค 1 คนสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบริโภคภาคเอกชนประมาณ 80,000 บาท

เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวน้อย ๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ที่ต้องเอาเงินถึงมือเพราะต้องเร่งช่วยให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ บรรเทาภาระต่าง ๆ และช่วยให้เกิดการใช้จ่ายได้เร็ว เงินยิ่งหมุนเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น ผลที่เห็นคือเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ

โครงการสำคัญ ๆ ที่ช่วยให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัว ได้แก่ 1) โครงการเราไม่ทิ้งกัน มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 15.3 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย รับจ้าง ลูกจ้าง จะได้รับเงินจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 คิดเป็นเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 230,000 ล้านบาท

2) โครงการช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเยียวยาอื่นมีจำนวน 1.1 ล้านคน ได้รับเงินจำนวน 3,000 บาทครั้งเดียว คิดเป็นเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท

3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.7 ล้านคน เป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าจำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563-ธันวาคม 2563 และระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2564 รวมเป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นเม็ดเงิที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท

4) โครงการคนละครึ่ง มีผู้ใช้สิทธิ 14.8 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 93,000 ล้านบาทไปแล้ว โครงการนี้วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก

โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในส่วนของค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปลง 50% และภาครัฐช่วยจ่ายอีก 50% ของราคาสินค้า (copay) ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” และใช้จ่ายในร้านค้ารายเล็กที่ไม่เป็นนิติบุคคล เช่น ร้านหมูปิ้ง ร้านอาหารตามสั่ง ร้านน้ำผลไม้ปั่น หาบเร่แผงลอย เป็นต้น ผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมประมาณ 1.2 ล้านร้านค้า

5) โครงการเราชนะ ครอบคลุมคนประมาณ 31 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน จ่ายให้เป็นรายสัปดาห์จนครบ ยอดการใช้จ่ายสะสมทะลุ 96,000 ล้านบาทไปแล้ว โครงการนี้สามารถสะสมยาวไปใช้ได้จนถึงสิ้นพฤษภาคม 2564 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนและร้านค้ารายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่

นอกจากนี้ บริการรถสาธารณะ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก สองแถว สามารถเข้าโครงการโหลดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อรองรับแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้ ที่สำคัญผู้มีรายได้น้อยก็สามารถใช้บัตรสวัสดิการกับโครงการนี้ได้

จะเห็นว่าโครงการต่าง ๆ ข้างต้นครอบคลุมผู้บริโภคประมาณ 35-40 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจรวม ๆ แล้วประมาณ 5 แสนล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้ช่วยกันผลักดันให้การบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกในไตรมาส 4 ปี 2563 และแน่นอนว่าโครงการต่าง ๆ ที่ยังดำเนินการอยู่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2564 ต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนละครึ่ง เราชนะ