ยอดผู้ติดเชื้อโควิดเดือน เม.ย. พุ่งสูงกว่าระลอกแรก 3 เท่า
กระทรวงสาธารณสุขระบุยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 3 สัปดาห์ของเดือน เม.ย. 2564 พุ่งถึง 1.4 หมื่นราย สูงกว่าการระบาดรอบแรกช่วง ม.ค.-ธ.ค. 2563 ถึง 3 เท่า รวมถึงยอดบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อสูงที่สุด 146 ราย ใน 35 จังหวัด
ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรายงานว่า วันนี้ (19 เม.ย. 2564) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เฉวตสรร นามวาท รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใหม่วันนี้ 1,390 ราย แบ่งเป็นจากระบบบริการ 1,058 ราย การค้นหาเชิงรุกในชุมชน 326 ราย และผู้เดินทางมาจากต่างประเทศซึ่งตอนนี้อยู่ในสถานกักกัน 6 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อระลอกใหม่สะสมในเดือน เม.ย. ทั้งหมด 14,878 ราย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก เมื่อ ม.ค. 2563 ถึงกลางเดือน ธ.ค. 2563 (รวมเวลา 11 เดือนครึ่ง) มีผู้ติดเชื้อ 4,237 ราย ต่อการระบาดระลอกที่สองเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 จนถึง มี.ค. 2564 ที่จุดเริ่มต้นจาก จ.สมุทรสาคร (ระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง) มีผู้ติดเชื้อจำนวน 24,626 ราย (สูงเป็น 6 เท่าของรอบแรก)

จากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ค่อย ๆ ลดลง และดูเหมือนว่าดีขึ้น แต่ก็เกิดการระบาดระลอกใหม่ในเดือน เม.ย. 2564 จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงย่านทองหล่อ และเพียง 3 สัปดาห์ปรากฏว่าจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งไปถึง 14,851 ราย ซึ่งถือว่าสูงเป็น 3 เท่าของการระบาดรอบแรก และยังพบว่ามีบุคลากรการแพทย์ติดเชื้อเพิ่มขึ้น
“นับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึงเมื่อวานนี้ (18 ม.ย.) มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อแล้ว 146 ราย โดยประวัติเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ติดเชื้อจากภายนอกโรงพยาบาล 62 ราย คิดเป็น 42.5% 2.ติดเชื้อในโรงพยาบาล 55 ราย คิดเป็น 37.7% (ติดจากการให้การรักษาผู้ป่วย 33 ราย และติดจากเพื่อนร่วมงาน 22 ราย) 3.อยู่ระหว่างสอบสวนโรค 29 ราย คิดเป็น 19.9%”

ในจำนวน 146 รายนี้มีการติดเชื้อใน 35 จังหวัด ได้แก่ กทม. 38 ราย สุพรรณบุรี 11 ราย ชลบุรี 8 ราย ราชบุรี 8 ราย สมุทรปราการ 7 ราย อุดรธานี 7 ราย นครปฐม 7 ราย นราธิวาส 7 ราย ปทุมธานี 6 ราย ขอนแก่น 6 ราย นครราชสีมา 5 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 5 ราย สงขลา 3 ราย นนทบุรี 2 ราย และนครพนม 2 ราย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ถูกกักตัวอีกจำนวนมาก
ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ตอนนี้มีการฉีดไปแล้ว 618,00 ราย นับตั้งแต่ 28 ก.พ.64 ถือว่าไม่ช้า มีวัคซีนมาเท่าไหร่ก็จัดการไปตามแผน ที่เห็นว่าจำนวนน้อยเพราะเราได้วัคซีนมาจำนวนจำกัด แต่ถึงได้มาจำกัดก็ถือว่าได้มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามที่ฉีดไปได้แค่ 5 หมื่นโดส กัมพูชาฉีดไป 4 แสนโดส
ส่วนอินโดนีเซียที่ฉีดไปแล้วจำนวนมาก เป็นเพราะร่วมทำวิจัยวัคซีนกับจีน ตั้งแต่เริ่มแรกที่ยังไม่ทราบประสิทธิผลของวัคซีน จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้ สำหรับวัคซีนหลักที่จะมาใช้ในไทยคือ แอสตร้าเซนเนก้า โดยในเดือน มิ.ย. นี้ จะเดินหน้าการฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน
“แผนวัคซีนหลักของเราคือแอสตร้าเซนเนก้า ส่วนแผนที่ทำในช่วงฉุกเฉินคือ การนำเข้าซิโนแวค ซึ่งก็ได้มารวดเร็ว ทยอยมาจนครบ 2 ล้านโดส ส่วนคำถามที่ว่าไทยล่าช้าเพราะไม่ได้ร่วมโครงการโคแวกซ์ (covax) หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าโครงการโคแวกซ์ตอนนี้ประสบปัญหา ไม่ได้วัคซีนตามกำหนด เพราะส่วนหนึ่งวัคซีนที่หวังคือวัคซีนที่ผลิตในอินเดีย ซึ่งตอนนี้ระงับการส่งออก”
“ดังนั้นการที่เราตัดสินใจเจรจาโดยตรงกับแอสตร้าเซนเนก้า ทำให้ได้วัคซีนตามแผน ที่สำคัญเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของไทยที่ก้าวมาสู่การผลิตวัคซีนได้เอง นี่คือความมั่นคงด้านวัคซีนที่น่า ภาคภูมิใจของคนไทย”
ก่อนการใช้แอสตร้าเซนเนก้าในเดือน มิ.ย. 2564 เราจะเปิดให้ลงทะเบียน “หมอพร้อม” ผ่านทางไลน์ช่วงเดือน พ.ค. เพื่อแสดงความจำนงการฉีดวัคซีน เพราะถึงแม้วัคซีนมีประโยชน์ในการควบคุมโรค แต่ต้องเป็นการสมัครใจ ไม่มีการปังคับ ส่วนคนที่ไม่สะดวกลงทพเบียนทางไลน์ ก็จะมีระบบ อสม. หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รับลงทะเบียน